สีหศักดิ์ หวังได้บุคคลที่เป็นกลาง นั่ง ปธ. ประนอมพิพาททะเลไทย-กัมพูชา

สีหศักดิ์ หวังได้บุคคลที่เป็นกลาง นั่ง ปธ. ประนอมพิพาททะเลไทย-กัมพูชา

View icon 41
วันที่ 26 มิ.ย. 2569 | 10.26 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
สีหศักดิ์ หวัง ปธ. ประนอมพิพาททะเลไทย-กัมพูชา ต้องเป็นกลาง คาดใช้เวลาแต่งตั้ง 30 วันก่อนเดินหน้าเจรจา  ย้ำจะคุยหาข้อยุติที่ 2 ฝ่ายรับได้

วันนี้ (26 มิ.ย.69) ที่เมืองอัสนาตา ประเทศคาซัคสถาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเลือกประธานกรรมาธิการกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ว่า ได้มีโอกาสเจอกับผู้ที่ไทยเสนอเป็นผู้ประนอมฝั่งไทย ซึ่งได้เล่าให้ฟังถึงวิธีการเลือกประธานกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ว่าคนที่คัดเลือกมาเรารับได้หรือไม่ แม้ไม่ได้เขียนไว้ว่าคนที่จะมาเป็นประธานจะต้องผ่านการรับรองเห็นชอบของประเทศที่เป็นคู่กรณีกัน ซึ่งจะต้องมีการแจ้งให้ทราบว่าใครที่อยู่ในข่ายที่เห็นว่าเหมาะสม  แต่จะดีที่สุดหากทั้ง 2 ฝ่าย เห็นด้วยว่าประธานกรรมาธิการฯ มีความเป็นกลาง ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้เวลา 30 วัน จะต้องเลือกประธานให้เสร็จ จากนั้นจะกำหนดกรอบวิธีการทำงาน และจะเชิญประเทศไทยไปคุยนำเสนอข้อมูล โดยอาจจะเจอกันเดือนละ 1 ครั้ง หรือ 2 เดือนครั้ง

ส่วนคำถามที่หลายคนถามว่าทำไมเราถึงยกเลิกMOU 44  นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรายกเลิก เพราะจะให้มีการเจรจาภายใต้บริบทใหม่เพราะทั้งไทยและกัมพูชา เป็นภาคี UNCLOS แล้ว ยังไม่จำเป็น เข้าสู่การประนีประนอมภาคบังคับเพราะยังมีการประนีประนอมโดยสมัครใจซึ่งเป็นเจตนาที่ยกเลิก MOU44  และหาก MOU ยังอยู่ เราก็เจรจาไม่สำเร็จ ในขณะที่หลายคนก็วิจารณ์ว่า MOU 44 กัมพูชาอยู่บนพื้นฐานการอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาซึ่งขีดเส้นผ่าเกาะกูด และยอมรับว่าช่วงแรกมีความลำบากที่จะผลักดันการเจรจาภายใต้ MOU44 เพราะมีหลายคนไม่เห็นด้วย แต่เจตนาของเราคืออยากให้มีการเจรจาแบบเริ่มต้นกันใหม่ แต่กัมพูชาก็ดึงเกมของเขา หากเราคุยกัน ทางทะเลได้ก็อาจจะเริ่มคุยเรื่องทางบกที่เค้าต้องการมากกว่าด้วยซ้ำไปเพราะมีหลายอย่างจากสงครามที่สร้างปัญหาให้กัมพูชา
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสิทธิ์จะนำไปสู่การยกเลิก MOU43 ด้วยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า โดยไม่เอาเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง MOU ฉบับนี้ก็มีประโยชน์เพราะมีการตกลงเรื่องหลักเขตไปพอสมควรแล้ว ซึ่งปัญหาแผนที่ 1:200,000  ที่ไทยไม่ยอมรับเพราะทำให้เราสูญเสียประสาทเขาพระวิหาร แต่ใน MOU 43 มีการพูดถึงเอกสารอื่น ๆ ด้วยที่จะมาใช้ประกอบไม่ใช่เฉพาะ1:200,000 เพราะต้องดูเนื้อหาของสนธิสัญญาและเรื่องสันปันน้ำ จึงคิดว่าMOU 43 ยังพอไปได้
ปัจจุบันนี้เรื่องการเปิดรับฟังความเห็นของประชาชน  เป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับ UNCLOS ที่เราไม่มีอะไรปิดบังเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกันกับ MOU43 ก็ต้องรับฟังแม้จะมีเสียงต่างๆ  จึงคิดว่า กระทรวงการต่างประเทศจะต้องมีหลัก โดยยึดผลประโยชน์และกฎหมายของประเทศ

หากไทยไม่รับกระบวนการภาคบังคับก็ไม่สามารถที่จะแต่งตั้งคนที่จะมาเป็นผู้ประนอมฝั่งไทย และไม่ยอมรับกติการะหว่างประเทศเวลาเราไปเจรจาต่าง ๆ ใครจะมาเชื่อถือสิ่งที่เราไปผูกมัดไว้ภายใต้ข้อตกลงอื่น ๆ พร้อมย้ำว่าประเทศไทยอยู่ในสังคมโลกซึ่งมีกติกา ไทยเป็นภาคี UNCLOS ที่เขียนอยู่แล้วว่าจะต้องปฏิบัติ  โดยจะไปต่อสู้ตามกระบวนการทำให้ดีที่สุด ซึ่งตนเองคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เมื่อถามต่อว่า ฉากทัศน์ที่แย่ที่สุดของไทยภายใช้ UNCLOS คืออะไร นายสีหศักดิ์กล่าวว่า อย่าไปมองถึงขั้นนั้นแต่ดูว่าภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะออกมาอย่างไรและหลายคนยังเชื่อว่าเส้นเขตที่กัมพูชาอ้างถึงตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่อาจจะมีหลายฉากทัศน์ ซึ่งในทุกฉากทัศน์เราสามารถปกป้องรักษาอธิปไตยของเราแล้วเราก็ไปเจรจาต้องหาอะไรที่ Win Win กันทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าหากแนวทางนั้นดี ฝ่ายกัมพูชารับได้ เราก็ Win แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้นก็จะไปคุยกับกัมพูขา เพื่อหาช่องทางที่ทั้ง 2 ฝ่าย จะรับได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง