นักฟิสิกส์แนะวิธีนั่ง เอาตัวรอดจากฟ้าผ่ากลางแจ้ง

นักฟิสิกส์แนะวิธีนั่ง เอาตัวรอดจากฟ้าผ่ากลางแจ้ง

View icon 53
วันที่ 29 มิ.ย. 2569 | 10.33 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
นักฟิสิกส์ แนะนำการเอาตัวรอดจากเหตุฟ้าผ่ากลางแจ้งให้เกษตรกร ทำตัวให้ต่ำที่สุด นั่งยอง ๆ เขย่งส้นเท้าชิดกัน ใช้มือปิดหูทั้ง 2 ข้าง ก้มหน้าลงหว่างขา อย่านอนราบกับพื้น ไม่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ อยู่ให้ห่างเสาโครงสร้างกระท่อมนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.พีระ สีมาขจร นักวิจัย สถาบันฟิสิกส์อนุภาค มหาวิทยาลัยวาเลนเซีย ประเทศสเปน ปัจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำสาขาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกมาแนะนำท่านั่งที่อาจช่วยให้รอด และลดอันตราย กรณีอยู่กลางแจ้งขณะเกิดฝนตกฟ้าคะนองมีฟ้าผ่า แล้วหลบเข้าที่ร่มไม่ทัน  พร้อมสาธิตวิธีการนั่งที่ถูกต้อง โดยนั่งยอง ๆ เขย่งส้นเท้าขึ้น พร้อมเอาส้นเท้าติดกัน เพื่อให้พื้นที่สัมผัสพื้นน้อยที่สุด และให้กระแสไฟฟ้าผ่านตัวให้เร็วที่สุด โดยใช้มือปิดหู เพื่อลดแรงระเบิดของอากาศที่อาจกระทบเยื้อแก้วหู และซบหน้าลงระหว่างเข่า

ดร.พีระ กล่าวว่า เนื่องจากช่วงนี้เข้าสู่หน้าฝนมาสักพักแล้ว แต่มีสภาพอากาศแปรปรวน เนื่องจากวิกฤตเอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลให้ฝนทิ้งช่วง กลางวันมีอากาศร้อนจัด แต่ช่วงเย็นมีความชื้นในอากาศ ซึ่งการปะทะกันของมวลอากาศร้อนและชื้นที่แตกต่างกันนี้ ก่อให้เกิดเมฆฝน ลมกระโชกแรง และฝนฟ้าคะนองที่รุนแรง ซึ่งเมฆเหล่านี้เป็นแหล่งกำเนิดของฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่าทีรุนแรงได้เช่นกัน

ฟ้าผ่าเกิดจากการสะสมประจุไฟฟ้าในเมฆเป็นจำนวนมาก ถ้าเทียบไฟบ้าน 220 โวลต์ ประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆจะมีประมาณ 100,000,000 โวลต์ ซึ่งทำให้ความต่างศักย์ระหว่างเมฆกับพื้นดินมีสูงมาก แม้จะมีอากาศเป็นฉนวนตามธรรมชาติ ประจุเหล่านี้สามารถกระโดดจากก้อนเมฆลงมาสู่พื้นดินได้เลย ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า อิเล็กติคอล เบรกดาวน์ หากเกษตรกรอยู่กลางทุ่งนา สิ่งที่จะทำได้คือ เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้อง แสดงว่าอาจมีฝนฟ้าคะนองเกิดอยู่ใกล้ ๆ ควรเลิกทำกิจกรรมกลางแจ้ง และหาที่หลบ ขณะเดินเข้าที่หลบไม่ควรถือจอบเสียมพาดบ่าเดินตากฝน เพราะจะเพิ่มความสูงของร่างกาย  และหากพบสัญญาณเตือน คือเส้นขนตามลำตัวและผมบนศีรษะตั้งขึ้น แสดงว่าบริเวณที่เราอยู่มีกระแสไฟฟ้าอยู่มาก อาจเกิดฟ้าผ่าได้ทุกเมื่อ ให้รีบหยุดเดิน พยายามทำตัวเองให้ต่ำ และนั่งท่าที่แนะนำ เมื่อฟ้าผ่าผ่านไปให้รีบเดินเข้าไปยังที่ปลอดภัย 

ดร.พีระ บอกอีกว่า ไม่แนะนำให้หลบตามต้นไม้ใหญ่ เพราะเราอาจหลบฝนได้ แม้ไม้จะเป็นฉนวน แต่ต้นไม้มีความต่างศักย์สูง ทำให้ฟ้าสามารถผ่าลงต้นไม้ได้ เมื่อผ่าลงต้นไม้กระแสไฟฟ้าจะไม่ได้พุ่งลงดินอย่างเดียว ยังแผ่ซึมผ่านออกจากต้นไม้ผ่านอากาศที่อยู่รอบต้นไม้ได้อีกด้วย จึงไม่ควรอยู่ใกล้ เช่นฝูงวัวไปหลบใต้ต้นไม้แล้วฟ้าผ่าต้นไม้ ฝูงวัวที่อยู่ใต้ต้นไม้ก็ได้รับกระแสที่แผ่ออกมารอบต้นไม้ ไม่รอดไปด้วย จึงควรออกห่างจากต้นไม้ใหญ่ ในระยะความสูงเท่าต้นไม้ 

ส่วนกรณีความเชื่อเรื่องการใช้โทรศัพท์ระหว่างฝนตกแล้วฟ้าจะผ่า เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะสัญญาณโทรศัพท์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา เหตุที่บอกฟ้าผ่าโทรศัพท์เกิดจากสมัยก่อนโทรศัพท์บ้านเป็นแบบส่งผ่านสาย เมื่อเกิดเหตุฟ้าผ่าบ้าน กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าอาจวิ่งมาตามสายโทรศัพท์ ทำให้เกิดอันตรายได้ จึงไม่ควรใช้โทรศัพท์บ้านขณะฝนตก แต่โทรศัพท์มือถือไม่มีสาย จึงสามารถใช้งานได้ปกติ

สำหรับการป้องกันหรือช่วยเบื้องต้น เช่น กรณีฟ้าผ่าลงกระท่อมกลางนาใน จ.ขอนแก่น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน ที่เข้าหลบฝนนั้น กระท่อมนาก็เปรียบเหมือนบ้านอาศัย ที่มีความสูงกว่าสิ่งโดยรอบที่เป็นพื้นนา และมีหลังคาเป็นสังกะสี ทำให้มีโอกาสที่ฟ้าจะผ่าลงมาได้ โดยเหตุที่ทำให้ทั้ง 2 คน เสียชีวิต คาดว่าจะอยู่ใกล้เสาของกระท่อมนา เมื่อฟ้าผ่าลงมาที่หลังคา กระแสไฟฟ้าจะวิ่งตามโครงสร้าง หลังคา โครงหลังคา ลงมาเสา กระจายไปตามพื้นกระท่อมนา และไหลลงสู่ดิน ซึ่งทราบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน นั่งอยู่พื้นชั้นลอยของกระท่อมนา และอยู่ใกล้เสา ทำให้ถูกกระแสไฟฟ้าที่แผ่ออกรอบข้างโครงสร้างกระท่อมนาไหลผ่านร่างกายในปริมาณมากจนเสียชีวิต ขณะที่ญาติอีกคนที่ยืนที่พื้น ห่างไปประมาณ 3 เมตร ปลอดภัย เพราะไม่ได้ยืนใกล้โครงสร้าง

อย่างไรก็ตาม อาจแก้ไขเบื้องต้นโดยการติดตั้งสายล่อฟ้าที่กระท่อมกลางนา อย่างง่ายราคาย่อมเยา โดยการติดตั้งแท่งเหล็กให้สูงกว่าหลังคากระท่อมนา เพื่อเป็นสายล่อฟ้า จากนั้นเดินสายดินจากแท่งเหล็กนั้น ต่อลงดิน ซึ่งฝังเท่งกราวน์หรือแท่งเหล็กลงไปให้ลึก เพื่อเป็นเส้นทางของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าลงมาไม่ให้ไหลไปตามโครงสร้างของกระท่อม และกระจายกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าลงดิน ก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง

ดร.พีระ อธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีที่เมื่อฝนตกเกษตรกรไม่สามารถเข้าร่มหลบฝนได้ทัน เนื่องจากพื้นที่นากว้าง ควรทำตามท่านั่งที่แนะนำ และพยายามทำตัวเองให้ต่ำที่สุด แต่ไม่ใช่การนอนราบไปกับพื้น เพราะสิ่งที่ฆ่าเราจากฟ้าผ่าไม่ใช่โวลต์ที่สูง แต่สิ่งที่ฆ่าคือกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านร่างกายของเรา ยิ่งเยอะมากเท่าใด ยิ่งทำให้เราเป็นอันตรายมาก ฉะนั้นการที่นอนลงพื้นแล้วเกิดฟ้าผ่าลงมาที่ตัวเรา กระแสประจุไฟฟ้าทั้งหมดจะวิ่งผ่านตัวของเราที่นอนแผ่อยู่ พื้นที่ทั้งหมดของตัวเราถูกกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน การยิ่งทำตัวติดพื้นเป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน ยิ่งจะเป็นเป็นอันตราย ท่าที่ปลอดภัยให้นั่งยอง ๆ เขย่งส้นเท้าขึ้น และเอาส้นเท้าชิด เพื่อว่าเกิดเหตุฟ้าผ่าใกล้ ๆ กระแสไฟฟ้าที่มาตามพื้นจะวิ่งผ่านเท้าขึ้นมา ผ่านไปที่ส้นเท้า และลงดินกลับไปอีกข้างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เราบาดเจ็บเพียงบริเวณเท้าเราเท่านั้น จะไม่บาดเจ็บทั้งตัว

ในส่วนความเชื่อของคนทั่วไป ที่บอกว่าคนที่ถูกฟ้าผ่ากระแสไฟฟ้าจะยังอยู่ที่ตัวคนที่ถูกผ่า ไม่ให้เข้าใกล้ ต้องนำคนที่ถูกฟ้าผ่าไปวางบนสังกะสีรอให้คายประจุก่อน เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะเมื่อฟ้าผ่าลงมาที่คน กระแสไฟฟ้าก็จะวิ่งผ่านตัวลงสู้พื้นดินไปแล้ว ซึ่งจะทำให้หัวใจหยุดเต้น ควรรีบช่วยปั๊มหัวใจ ทำ CPR ช่วยชีวิตทันที ไม่ต้องรอการคายประจุ

ทั้งนี้ สิ่งที่นักวิชาการแนะนำให้เกษตรกรติดตาม คือเพจหรือเว็บไซต์พยากรอากาศ และสถานีตรวจอากาศต่าง ๆ ที่จะบอกถึงกลุ่มฝนในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันบอกกันแบบเรียลไทม์ รวมถึงปัจจุบันเกษตรกรเองก็มีสมาร์ทโฟนที่สามารถดูได้ทุกที่อยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นอีหนทางที่ช่วยให้ประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง