รวบ มือปืนหึงโหด เปลี่ยน ชื่อ-สกุล ซ่อนตัวในภูเก็ต เกือบหมดอายุความ

รวบ มือปืนหึงโหด เปลี่ยน ชื่อ-สกุล ซ่อนตัวในภูเก็ต เกือบหมดอายุความ

View icon 140
วันที่ 4 ก.ค. 2569 | 13.56 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ตำรวจกองปราบ แกะรอยตามจับ “มือปืนหึงโหด” ยิงเมียดับ ก่อนหนีเปลี่ยน ชื่อ-สกุล ซ่อนตัวในภูเก็ตอย่างเงียบ ๆ คดีเกือบหมดอายุความ

วันนี้ (4 ก.ค.69) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นายไสว อายุ 65 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ จ.517/2549 ลงวันที่ 17 ก.ย.49 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธบินติดตัว หรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร” โดยจับกุมได้ที่ริมถนนศรีสุทัศน์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต
 
โดยคดีดังกล่าวกำลังจะครบกำหนดอายุความในเดือน ก.ย.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. นำกำลังชุดสืบสวน เร่งแกะรอย ขยายผล และติดตามเบาะแสทุกช่องทาง จนพบเบาะแสสำคัญว่า ผู้ต้องหาได้เปลี่ยนชื่อ – สกุล เพื่ออำพรางตัว และใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และยืนยันตัวบุคคลได้แน่ชัดแล้ว เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรม กระทั่งสามารถเข้าจับกุมตัวนายไสวได้บริเวณริมถนนศรีสุทัศน์ จ.ภูเก็ต สิ้นสุดการหลบหนีที่ยาวนานเกือบสองทศวรรษ

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าสาเหตุของคดีเกิดจากความหึงหวง และความหวาดระแวงว่าภรรยาจะมีความสัมพันธ์กับชายอื่น จนเกิดการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง ก่อนใช้อาวุธปืนขนาด .22 ยิงภรรยา 2 นัด เป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แล้วตัดสินใจหลบหนีทันทีหลังก่อเหตุเมื่อปี 2549 ผู้ต้องหาโดยสารรถประจำทาง หลบหนีเข้ากรุงเทพมหานคร ไปอาศัยอยู่กับน้องสาวในระยะแรก พร้อมนำอาวุธปืนขนาด .22 ที่ใช้ก่อเหตุไปขายให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในราคา 4,000 บาท เพื่อนำเงินมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนี จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อ – สกุล เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่ ก่อนโยกย้ายที่พักอาศัยไปตามจังหวัดต่างๆ ทั้งเชียงใหม่, นครศรีธรรมราช และภูเก็ต โดยประกอบอาชีพช่างเชื่อมเพื่อหาเลี้ยงชีพ พร้อมตัดการติดต่อกับญาติพี่น้องทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีใครเชื่อมโยงไปถึงตัวได้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง