ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง ใช้สิทธิยารักษามะเร็งนวัตกรรมไทย เพิ่มโอกาสเข้าถึงยาอย่างทั่วถึง

ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง ใช้สิทธิยารักษามะเร็งนวัตกรรมไทย เพิ่มโอกาสเข้าถึงยาอย่างทั่วถึง

View icon 50
วันที่ 9 ก.ค. 2569 | 08.15 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ข่าวดี! ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง สามารถใช้สิทธิยารักษามะเร็งนวัตกรรม “ราชวิทยาลัย-สถาบันจุฬาภรณ์”  เพิ่มโอกาสเข้าถึงยาประสิทธิภาพสูงอย่างทั่วถึง

วันนี้ (9 ก.ค.69)นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบแนวทางสนับสนุนการใช้ยารักษามะเร็งในบัญชีนวัตกรรมไทย ที่ผลิตโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเหมาะสม  เช่น ยาอิมครานิบ (Imcranib) ซึ่งมีตัวยาสำคัญคืออิมาทินิบ (imatinib) และยาเจฟครานิบ (Gefcranib) ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือเจฟิทินิบ (gefitinib)

การพัฒนายารักษามะเร็งดังกล่าว สืบเนื่องจากพระปณิธานของ ศ. ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และอยู่ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการผลิตยาและองค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างเป็นธรรม โดยประชุมได้เห็นชอบแผนความต้องการจัดหายานวัตกรรมดังกล่าวล่วงหน้าเป็นระยะไม่เกิน 3 ปี เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ควบคุมราคาและภาระงบประมาณการจัดหายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสนับสนุนการจัดซื้อเต็มกำลังการผลิต โดยไม่เกินความต้องการของระบบ และอยู่ภายใต้ราคาที่เหมาะสม ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียนที่เกี่ยวข้อง

“ปัจจุบันระบบบัตรทองได้พัฒนาการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบาย “Cancer Anywhere มะเร็งรักษาได้ทุกที่” ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้ารับบริการ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาในหน่วยบริการที่มีศักยภาพได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การให้ยา เคมีบำบัด รังสีรักษา ไปจนถึงการติดตามดูแลหลังการรักษา ดังนั้น การดำเนินการในครั้งนี้ จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความพร้อมของระบบบริการ ทำให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งในระบบมีความมั่นคงและต่อเนื่องยิ่งขึ้น”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง