ป.ป.ช. ฟันอาญา “เกรียง-รจนา” ฮั้วสร้างถนน 26 โครงการ เอื้อบริษัทเครือญาติ

ป.ป.ช. ฟันอาญา “เกรียง-รจนา” ฮั้วสร้างถนน 26 โครงการ เอื้อบริษัทเครือญาติ

View icon 121
วันที่ 9 ก.ค. 2569 | 13.04 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ป.ป.ช. ฟันอาญา “เกรียง กัลป์ตินันท์” พร้อม เมีย-น้องชาย-หลาน กับพวก ฮั้วสร้างถนนอุบลราชธานี 26 โครงการ มูลค่ารวม 43.2 ล้านบาท เลี่ยงประกวดราคา เอื้อบริษัทเครือญาติ ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดฟ้องศาล

วันนี้ (9 ก.ค.69) นายสุรพงษ์  อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางรจนา กัลป์ตินันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี กับพวก กรณีแบ่งจ้างงานโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายผิวจราจร ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบประมาณ 43,221,000 บาท ออกเป็นรายโครงการ โครงการละไม่เกิน 2,000,000 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงการจ้างด้วยวิธีประกวดราคา โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อช่วงเดือน ธ.ค.48 – ม.ค.49 นายเกรียง  กัลป์ตินันท์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง สส.อุบลราชธานี และเป็นสามีของนางรจนา ได้สั่งการให้นายวีระ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี และเจ้าหน้าที่สำนักการช่าง ทำการสำรวจออกแบบและประมาณการราคาโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายผิวจราจรในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี เพื่อขอรับสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยให้ออกแบบถนนแต่ละสายแบ่งเป็นช่วง ๆ และให้ประมาณการราคาเป็นรายโครงการ โครงการละไม่เกิน 2,000,000 บาท เพื่อให้อยู่ในหลักเกณฑ์การจัดจ้างโดยวิธีสอบราคา

ต่อมานางรจนาได้ลงนามอนุมัติแบบก่อสร้าง แบ่งออกเป็น 26 โครงการ รวมวงเงินงบประมาณ 43,221,000 บาท และได้แยกเสนอไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ออกเป็น 2 ครั้ง โดยแยกโครงการที่มีชื่อถนนเส้นเดียวกันออก เพื่อไม่เสนอไปพร้อมกัน โดยครั้งแรก นางรจนา เป็นผู้ลงนามหนังสือลงวันที่ 20 ม.ค.49 เสนอจำนวน 11 โครงการ รวมเป็นเงิน 18,711,000 บาท

ส่วนครั้งที่ 2 นายพงษ์ศักดิ์ รองนายกเทศมนตรี รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี เป็นผู้ลงนามหนังสือลงวันที่ 30 ม.ค.49 เสนอจำนวน 15 โครงการ รวมเป็นเงิน 24,510,000 บาท จากนั้นนายเกรียงได้ติดต่อและประสานงานการจัดสรรเงินงบประมาณดังกล่าวกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายเกรียงยังได้เข้ามาแทรกแซงสั่งการงานราชการของเทศบาลนครอุบลราชธานีเป็นประจำ

ปรากฏว่าก่อนที่จะมีการแจ้งใบจัดสรรงบประมาณมายังเทศบาลนครอุบลราชธานี นายเกรียงได้สั่งการให้นายวีระควบคุมดูแลกระบวนการจัดจ้าง โดยนายวีระได้ประสานเจ้าหน้าที่พัสดุและแจ้งให้ ผอ.สำนักการช่าง จัดเตรียมเอกสารเพื่อจัดทำเอกสารการจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาเตรียมไว้ และเมื่อได้รับหนังสือแจ้งใบจัดสรรแล้วก็ให้เจ้าหน้าที่พัสดุเสนอขออนุมัติจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาให้นางรจนาอนุมัติจัดจ้างได้เลย โดยนายเกรียง และนายกานต์ กัลป์ตินันท์ น้องชายของนายเกรียง ต้องการให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีนายกานต์และบุตรสาว เป็นเจ้าของ หรือห้างใดห้างหนึ่งโดยเฉพาะได้เข้าเป็นคู่สัญญากับเทศบาลนครอุบลราชธานี และในการจัดหาผู้รับจ้าง นายเกรียงและนายกานต์จะร่วมกันในการแบ่งงานแต่ละโครงการให้ห้างของตนเองและห้างต่าง ๆ ที่เป็นของพวกพ้องให้ได้เข้าเป็นคู่สัญญากับเทศบาลนครอุบลราชธานี

ต่อมาวันที่ 17 ก.พ.49 เทศบาลนครอุบลราชธานีได้รับหนังสือแจ้งจัดสรรงบประมาณ ครั้งแรก จำนวน 18 โครงการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 29,997,000 บาท จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักการช่างได้เสนอบันทึกให้จัดจ้างโดยวิธีสอบราคา จำนวน 18 โครงการ ตามที่นายเกรียงสั่งการไว้ แต่ ผอ.สำนักการช่างเห็นว่า โครงการในถนนสรรพสิทธิ์ ถนนสุริยาตร์ ถนนเทพโยธี และถนนนครบาล เป็นการก่อสร้างในสายเดียวกัน เชื่อมต่อกัน แต่แบ่งโครงการเป็นช่วงๆ หากรวมงบประมาณในแต่ละโครงการ วงเงินเกิน 2 ล้านบาท ต้องจัดจ้างโดยวิธีประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่สามารถแบ่งจ้างเป็นรายโครงการได้ จึงนำเรื่องไปปรึกษาปลัดเทศบาลนครอุบลราชธานี และผอ.สำนักการคลัง โดยปลัดเทศบาลนครอุบลราชธานี และผอ.สำนักการคลัง มีความเห็นเช่นเดียวกันว่าการก่อสร้างในถนนทั้ง 4 สายดังกล่าว หากจะแยกเป็นรายโครงการโดยวิธีสอบราคาจะเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างซึ่งขัดต่อระเบียบและกฎหมาย

ปลัดเทศบาลนครอุบลราชธานีและ ผอ.สำนักการช่าง จึงไปพบนายเกรียง เพื่อแจ้งให้ทราบว่าการจ้างโดยวิธีสอบราคาไม่สามารถทำได้ เป็นการแบ่งจ้างที่ขัดต่อระเบียบ แต่นายเกรียงไม่ยอมและสั่งให้จัดจ้างโดยวิธีสอบราคาทั้ง 18 โครงการต่อไป สำนักการช่างจึงได้เสนอบันทึกลงวันที่ 20 ก.พ.49 จำนวน 18 ฉบับ ถึง ผอ.สำนักงานการช่าง เพื่อขออนุมัติจ้างทั้ง 18 โครงการ และส่งให้งานพัสดุเพื่อดำเนินการจัดจ้างต่อไป แต่ปลัดเทศบาลนครอุบลราชธานีและ ผอ.สำนักการช่างยังคงยืนยันความเห็นเดิม เมื่อถึงที่สุดนายเกรียง จึงยอมและให้นำโครงการในถนนทั้ง 4 สาย จำนวน 11 โครงการ ได้แก่ โครงการลำดับที่ 1, 2, 6, 7, 9, 12 -17 ไปจัดจ้างโดยวิธีประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอีก 7 โครงการ ได้แก่ โครงการลำดับที่ 3 - 5, 8, 10 - 11 และ 18 เจ้าหน้าที่พัสดุได้เสนอดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีสอบราคา ซึ่งนายพงษ์ศักดิ์ อนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีสอบราคา 7 โครงการตามที่เสนอ และเทศบาลนครอุบลราชธานีได้มีประกาศสอบราคา ลงวันที่ 21 ก.พ.49 รวม 7 ฉบับ

ปรากฏว่าในขั้นตอนการส่งประกาศสอบราคาเผยแพร่ไปยังผู้มีอาชีพรับจ้างนั้น นายวีระ ได้เป็นผู้คัดเลือกรายชื่อผู้มีอาชีพรับจ้าง และแจ้งให้เจ้าหน้าที่พัสดุส่งไปยังผู้มีอาชีพรับจ้าง จำนวน 7 ราย เท่านั้น โดยพบว่าห้างทั้ง 7 ราย มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายเกรียง, นางรจนา และนายกานต์ ทั้งสิ้น จากนั้นบุตรสาวของนายกานต์  หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ทำหน้าที่ประสานกับเจ้าหน้าที่พัสดุ โดยจะเป็นผู้แจ้งว่าจะให้ห้างใดเข้าซื้อซองและแจ้งเรื่องเงินค่าซื้อซอง ปรากฏว่าทั้ง 7 โครงการ มีผู้ซื้อซอง 4 ราย โดยกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่บุตรสาวของนายกานต์เป็นหุ้นส่วน เป็นห้างหลักที่จะเข้าซื้อซอง

ส่วนใบเสนอราคาที่จะใช้ยื่นซองทั้ง 7 โครงการ ปรากฏว่า มีกระดาษ (โพย) กำหนดรายชื่อห้างที่จะให้เข้าเป็นคู่สัญญาและจำนวนราคาที่จะให้เสนอราคาในแต่ละโครงการไว้แล้ว นำมาให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำเอกสารใบเสนอราคา โดยบางฉบับจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดของฝ่ายพัสดุและทรัพย์สิน เทศบาลนครอุบลราชธานีในการพิมพ์เอกสาร และบางฉบับจะให้เจ้าหน้าที่พัสดุเป็นผู้เขียน และห้างที่จะได้เข้าทำสัญญาจะระบุให้เสนอราคาต่ำกว่าราคากลาง หรือบางโครงการให้เสนอราคาสูงกว่าราคากลาง แต่ยินดีปรับลดราคาลงให้เท่ากับราคากลาง และจัดทำใบเสนอราคาอีก 2 ห้าง ประกบเป็นคู่เทียบให้เสนอราคาสูงกว่าผู้ชนะการสอบราคา ซึ่งสลับกันเป็นคู่ประกบหรือคู่เทียบในการเสนอราคาทั้ง 7 โครงการ

เมื่อจัดทำเอกสารใบเสนอราคาและเอกสารประกอบการเสนอราคาของแต่ละห้างครบทั้ง 7 โครงการแล้ว บุตรสาวของนายกานต์จะเป็นผู้ประสานกับตัวแทนห้างต่าง ๆ นำซองสอบราคาไปลงลายมือชื่อ/ประทับตราห้าง แล้วนำซองมายื่นเสนอราคาพร้อมกันในวันสุดท้าย โดยทั้ง 7 โครงการ มีผู้ยื่นซองสอบราคา 7 ราย โดยให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่บุตรสาวของนายกานต์มีหุ้นส่วน เป็นห้างหลักที่ต้องยื่นซองไว้ห้างแรก ส่วนห้างอื่น ๆ ให้ยื่นตามที่นายเกรียงและนายกานต์ได้แบ่งงานไว้แล้ว จากนั้นนางรจนา ได้ทำสัญญาจ้างกับผู้รับจ้างทั้ง 7 โครงการ

ต่อมาได้มีหนังสือแจ้งการจัดสรรงบประมาณให้แก่เทศบาลนครอุบลราชธานี เป็นครั้งที่ 2 อีก 6 โครงการ ส่วนโครงการถนนนครบาล (ช่วงถนนศรีณรงค์–ถนนพโลรังฤทธิ์) และถนนเขื่อนธานี (ช่วงถนนสุปัฏน์–ถนนอุปราช) ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ รวมได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2 ครั้ง รวม 24 โครงการ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.49 เจ้าหน้าที่พัสดุเสนอบันทึกขออนุมัติดำเนินการโดยวิธีสอบราคาจำนวน 6 โครงการ ซึ่งนายพงษ์ศักดิ์ อนุมัติให้จัดจ้างโดยวิธีสอบราคา ตามประกาศเทศบาลนครอุบลราชธานี ลงวันที่ 16 พ.ค.49 จำนวน 6 ฉบับ ทั้งนี้ ขั้นตอนการส่งประกาศเผยแพร่การสอบราคา ขั้นตอนการซื้อซอง ขั้นตอนการจัดทำใบเสนอราคา และขั้นตอนการยื่นซองสอบราคา นายเกรียง (พ้นจากตำแหน่ง สส. เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร) นายกานต์ ขณะดำรงตำแหน่ง สว. กับพวก ยังคงมีพฤติการณ์การกระทำในลักษณะเดียวกันกับโครงการสอบราคาใน 7 โครงการแรก จากนั้นนางรจนา ลงนามอนุมัติให้จัดจ้างกับผู้รับจ้างทั้ง 6 โครงการ และนายพงษ์ศักดิ์ รองนายกเทศมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี               ได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างกับผู้รับจ้างทั้ง 6 โครงการ

สำหรับการเบิกจ่ายเงิน ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้าง 10 โครงการ โดยพบว่ามีการโอนเงินไปยังบุคคลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนายเกรียง, นางรจนา, นายกานต์ กัลป์ตินันท์ และบุตรสาวของนายกานต์ กับพวกทั้งสิ้น ส่วนอีก 3 โครงการ แจ้งยกเลิกสัญญาจ้าง จึงไม่มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงิน

สำหรับการจัดจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) โครงการลำดับที่ 1, 2, 6, 7, 9, 12, 13, 14, 15, 16 และ 17 (รวม 11 โครงการ) ตามประกาศเทศบาลนครอุบลราชธานี เลขที่14/2549 ลงวันที่ 28 มี.ค.49 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าได้กระทำความผิดทางอาญา แต่มีเจ้าหน้าที่เทศบาลนครอุบลราชธานีบางรายมีมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้ การกระทำของนางรจนา และนายพงษ์ศักดิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73

การกระทำของ บุตรสาวของนายกานต์ , นายวีระ และ ห้างหุ้นส่วนต่างๆ โดย นายทิวาพร หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด, นางพัชรีรัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด, นางอรุณี หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด และนายธีรศักดิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามฐานความผิดดังกล่าว

การกระทำของนายเกรียง ในขณะดำรงตำแหน่ง สส. มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 13 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และภายหลังพ้นจากตำแหน่ง สส. มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนนางรจนา กับพวก ตามฐานความผิดดังกล่าว

การกระทำของนายกานต์ ก่อนดำรงตำแหน่ง สว. มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนนางรจนา กับพวก ตามฐานความผิดดังกล่าว และในขณะดำรงตำแหน่ง สว. มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86             และมาตรา 91 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542    มาตรา 13 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

การกระทำของเจ้าหน้าที่บางรายมีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดอุบลราชธานี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ลงวันที่ 16 ม.ค.45

สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัด 2 แห่ง มีสภาพห้างร้าง และสิ้นสภาพนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด อีก 1 แห่งได้แปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด จึงสิ้นสภาพนิติบุคคล ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ ส่วนนิติบุคคลและผู้แทนนิติบุคคลรายอื่น ๆ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง              และพยานหลักฐานว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหาตกไป

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 76 มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง