สนามข่าว 7 สี - ตำรวจนครบาล ร่วมกับ ป.ป.ท., ปปง. และ กรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" จับกุมขบวนการแจ้งเกิดเท็จให้ได้สัญชาติไทย จ้างชายไทยมาเซ็นรับรองบุตร เฉพาะหลักฐานที่เจอตอนนี้พบมีการแจ้งเกิดเท็จไปแล้ว 62 คู่
หญิงคนนี้ชื่อว่า "สุนีย์" เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งแถวฝั่งธนบุรี ถูกตำรวจสืบสวนนครบาลนำหมายศาลฯ ไปจับกุม หลังพบว่าเธอเป็นนายหน้ามีหน้าที่คอยหาลูกค้า เป็นพ่อ-แม่ ชาวจีน ที่อยากให้ลูกที่เกิดมาได้สัญชาติไทย ก่อนจะพาไปทำคลอดในโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ โดยจะมีการเรียกเก็บค่าบริการแพ็กเกจละ 70,000 บาท เธอจะได้ค่านายหน้า 20,000 บาท ตอนที่มีการแจ้งเกิดก็จะหาชื่อชายไทย หรือหญิงไทย มาเป็นชื่อที่ระบุในสูติบัตร แล้วให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ซึ่งเป็น "นายทะเบียน" เป็นผู้ดำเนินการ
จากการตรวจสอบโดยกรมการปกครอง พบว่า มีการจับคู่แจ้งเกิดแบบนี้อย่างน้อย 62 คู่ นับรวม ๆ มีคนที่ต้องถูกศาลฯ ออกหมายจับจำนวน 42 คน ทั้งคนไทย คนจีน และชาว สปป.ลาว
สอบถามเบื้องต้น เธอให้การว่า เป็นบุคคลตามหมายจับจริง แต่ก็ให้การปฏิเสธตามที่ถูกกล่าวหา และจะขอให้การในชั้นศาลฯ เท่านั้น โดยไม่ตอบคำถามอะไรกับสื่อมวลชน
ส่วนอีกชุด เลขาธิการ ป.ป.ท. นำกำลังบุกไปจับกุม เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ภายในศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร หลังพบว่าเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารการแจ้งเกิดที่เข้าข่ายเป็นเท็จ ก่อนส่งตัวไปดำเนินคดีที่ สน.บางยี่เรือ
จากนั้นช่วงบ่าย ตำรวจพาตัว นายวิโรจน์ ชายไทยที่เป็นผู้เซ็นรับรองบุตรให้บุตรชาวจีนที่อาศัยในบ้านพัก ของหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ย่านถนนพระราม 2 เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง
ก่อนที่ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเผยว่าการจับ นายวิโรจน์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 มี สามี-ภรรยาชาวจีนได้คลอดลูกชายที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ก่อนไปแจ้งเกิดที่โคราช โดยระบุว่า เด็กคนนี้สัญชาติจีน แต่อาศัยสิทธิ์การเกิดในประเทศไทย
จากนั้นถัดมาอีก 2 สัปดาห์ วันที่ 23 มกราคม 2567 กลับไปแจ้งเกิดซ้อนที่โรงพยาบาลเดิม ชื่อแม่เป็นชาวจีนคนเดิม แต่เปลี่ยนชื่อพ่อเป็นคนไทย คือ นายวิโรจน์ แต่พอตรวจ DNA กลับพบว่า นายวิโรจน์ ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ
หลังจาก นายวิโรจน์ ถูกนำตัวมาสอบสวน สน.บางยี่เรือ ต่อมา "นางเอื้อม" อายุ 60 ปี นายจ้างของนายวิโรจน์ มาทำเรื่องยื่นประกันตัว
นางเอื้อม บอกว่า ทำธุรกิจเกี่ยวกับนำเข้าสินค้าจากจีน โดยสามี-ภรรยาชาวจีน รวมถึง นายวิโรจน์ เป็นลูกจ้างในบริษัทของตน ทีแรกเข้าใจว่าการที่ นายวิโรจน์ เซ็นรับรองบุตรให้ลูกของสามี-ภรรยา ชาวจีน ไม่ผิดกฎหมาย ไม่รู้ว่ามีขบวนการ "พ่อทิพย์" ส่วนสาเหตุว่าทำไมสามี-ภรรยา ชาวจีนถึงให้ นายวิโรจน์ เซ็นรับรองบุตรให้ ตนไม่ทราบเหตุผล
ส่วน นายวิโรจน์ ยอมรับว่า ตนเองกับสามี-ภรรยาชาวจีน เป็นเพื่อนร่วมงานกันมานาน ทั้ง 2 คน ได้มาขอให้ตนเองเซ็นรับรองบุตร และย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านของตน ได้เงินครั้ง 3,000 บาท เป็นค่าเดินทาง รวมแล้ว 3 ครั้ง เป็นเงิน 9,000 บาท ยืนยัน ไม่รู้มาก่อนว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมาย
สำหรับการแถลงสรุปผลปฏิบัติการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันชี้แจงว่า คดีนี้เป็นการขยายผลจากการจับกุม "นายเฉิน" ชายชาวจีน เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังพบว่าเป็นสแกมเมอร์ที่ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน คิดเป็นเงินไทยกว่า 70,000 ล้านบาท แล้วบัญชีเส้นทางการเงินก็ไหลไปเป็นทอด ๆ ไปเชื่อมเข้ากับ "นางสาวเป้าเจียว" ซึ่งเป็นภรรยาชาวจีนของ "นายเฉิน" ที่เจอว่ามีลูกด้วยกัน 3 คน แล้วทั้ง 3 คน ปรากฏว่ามี "สัญชาติไทย" ได้อย่างไร ในเมื่อพ่อแม่เป็นชาวจีน เลยสืบสวนขยายผลต่อจนเจอว่ามีขบวนการว่าจ้าง "ชายไทย" มาจดทะเบียนสมรส เพื่อให้มารับรองบุตรที่เกิดมา แล้วซื้อแพ็กเกจของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตอำนวยความสะดวก จนได้รับใบแจ้งเกิด มีสัญชาติโดยมิชอบ
หนักไปกว่านั้น ข้อมูลตามแนวทางการสืบสวน พบว่าหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหามีชื่อของ "นายประจวบ" ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีนอมินีของบริษัทไชน่าเรลเวย์ฯ มาเป็นหนึ่ง "พ่อทิพย์" ด้วย ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าเป็นพ่อจริง ๆ แม้ผล DNA ของ นายประจวบ ไม่ตรงกับบุตรชาวจีนก็ตาม
ก่อนที่ต่อมาทั้ง นายประจวบ และ นางเสี่ยว อึ่ง หวู หญิงสัญชาติจีน ที่ปรากฏชื่อว่าเป็นพ่อแม่ของเด็ก พร้อมทนายความ จะเข้าพบตำรวจที่ สน.บางยี่เรือ ใช้เวลาให้ปากคำนานกว่า 1 ชั่วโมง ด้วยสีหน้าท่าทีเคร่งเครียด โดยมีแค่ตัว นายประจวบ ที่ถูกพาตัวเข้าห้องขัง เจ้าตัวก็ตอบสั้น ๆ ว่า ตัวเองไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด
สำหรับภาพรวมผลการตรวจสอบคดีนี้ เบื้องต้น พบมีไม่ต่ำกว่า 62 รายชื่อ ที่แจ้งเกิดเท็จ มีเด็กที่ถูกนำมาสวมสิทธิแล้ว 19 คน จากการจ่ายเงินแพ็กเกจราคา 99,999 บาท ส่วนผลการปฏิบัติการเบื้องต้น จากหมายจับ 42 หมาย เข้าตรวจค้น 53 เป้าหมาย สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 16 คน ยังเหลืออีก 26 คน ที่ต้องติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี