คนเร่ร่อนยึดวัดอาศัย ญาติโยมผวา ทำสกปรก-ลักขโมย

คนเร่ร่อนยึดวัดอาศัย ญาติโยมผวา ทำสกปรก-ลักขโมย

View icon 126
วันที่ 15 ก.ค. 2569 | 11.45 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ชาวบ้านสุดเอือม วอนภาครัฐจัดการ คนเร่ร่อนเข้ามาปักหลักอาศัยในวัด ทำพื้นที่สกปรก ขโมยทรัพย์สิน ญาติโยมเข้ามาทำบุญที่วัดหวาดผวา รู้สึกไม่ปลอดภัย

วันนี้ (15 ก.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณด้านหลังอาคารศาลาการเปรียญ วัดมรรคสำราญ บ้านดอนหญ้านาง หมู่ที่ 13 ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น พระนิคม เตชะปุญโญ อายุ 58 ปี พระลูกวัด พร้อมด้วยนายจักรินทร์ ชาหนองอ้อ อายุ 61 ปี ประธานชุมชนดอนหญ้านาง 2 ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่และผลักดันคนเร่ร่อนที่นำเสื้อผ้า ที่นอน หมอน อาหาร และเครื่องปรุงต่าง ๆ เข้ามาปักหลักอาศัยอยู่ภายในวัด

จากการตรวจสอบพบว่าคนเร่ร่อนบางคนประกอบอาชีพเก็บของเก่าขาย บางคนเดินขอเงินหรืออาหารจากประชาชนในชุมชน ขณะที่บางคนมีพฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อย โดยเฉพาะบริเวณหน้าวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ตลาดและมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้ามาวางขายจำนวนมาก มักถูกขโมยอาหารและทรัพย์สินอยู่เป็นประจำ โดยก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุคนเร่ร่อนขโมยไก่ย่างของพ่อค้ามากินภายในวัด ทำให้เจ้าของร้านตามเข้ามาทวงถามและเกิดเหตุทำร้ายร่างกาย จนชาวบ้านและพระต้องเข้าช่วยห้าม ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตามกฎหมาย แม้ที่ผ่านมาเคยมีการจัดระเบียบและผลักดันคนเร่ร่อนออกจากพื้นที่ แต่ไม่นานก็จะมีคนกลุ่มใหม่จากพื้นที่อื่นเข้ามาแทน ขณะที่คนเดิมซึ่งถูกผลักดันออกไปจากชุมชนอื่นก็วนกลับมาอาศัยที่วัดอีกครั้ง กลายเป็นวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำซาก

ขณะเดียวกันระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบ ยังพบคนเร่ร่อนคนใหม่เข้ามาปูเสื่อนอนอยู่บริเวณข้างศาลาสวดศพ เมื่อสอบถามก็พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง พร้อมทั้งแสดงบัตรประจำตัวประชาชนให้ตรวจสอบ พบว่าเป็นชาว จ.หนองคาย อ้างว่านั่งรถโดยสารสาธารณะต่อมาเรื่อย ๆ จนมาถึงวัดแห่งนี้ และระบุว่าแฟนซึ่งเป็นชาว จ.หนองคาย จะมารับในวันที่ 2 ส.ค. 69 โดยทางวัดไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ จึงต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการตามขั้นตอน

พระนิคม บอกว่า ปัจจุบันพระและญาติโยมที่เดินทางมาประกอบศาสนกิจเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและไม่ปลอดภัย แม้ว่าคนเร่ร่อนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายประชาชนโดยตรง แต่การเข้ามาอาศัยอยู่ภายในวัดเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและการใช้พื้นที่ของประชาชน

ด้าน นายจักรินทร์ บอกว่า ขณะนี้ชุมชนได้รับการประสานจากเจ้าอาวาสวัด ขอให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาคนเร่ร่อนที่ทยอยเข้ามาอาศัยอยู่ภายในวัดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ทางวัดและชุมชนจะพยายามพูดคุย ตักเตือน หรือขอให้ออกจากพื้นที่ แต่ไม่นานก็จะย้อนกลับเข้ามาอาศัยอีกเช่นเดิม คนกลุ่มดังกล่าวใช้พื้นที่ภายในวัดเป็นที่พักอาศัย ทั้งบริเวณเมรุ ศาลา และห้องน้ำ ใช้สถานที่สาธารณะเป็นที่นอนและใช้ชีวิตประจำวัน กินอาหารแล้วทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ภาชนะที่นำมาใช้ก็ไม่ล้าง ส่งผลให้เกิดความสกปรกและกระทบต่อภาพลักษณ์ของวัดอย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่เลือกเข้ามาพึ่งวัดเพราะสามารถอยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ แม้ทางวัดหรือชุมชนจะให้คำแนะนำหรือขอความร่วมมือก็ไม่ยินยอมปฏิบัติตาม อีกทั้งหลายคนมีสภาพร่างกายทรุดโทรม และบางรายมีลักษณะคล้ายมีปัญหาด้านสติสัมปชัญญะหรือสุขภาพจิต ทำให้การพูดคุยทำความเข้าใจเป็นไปด้วยความยากลำบาก ขณะที่จำนวนคนที่เข้ามาอาศัยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายจักรินทร์ กล่าวอีกว่า เมื่อคนกลุ่มนี้เข้ามาแล้วไม่ยอมออกจากพื้นที่ บางคนยังสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของวัด โดยเฉพาะห้องน้ำที่เพิ่งก่อสร้างใหม่ ถูกงัดแงะ รื้อค้น และทำลายสิ่งของอยู่บ่อยครั้ง ทำให้วัดต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและดูแลรักษา จึงเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกินกำลังของชุมชนที่จะรับมือเพียงลำพัง อยากให้หน่วยงานราชการเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เช่น การติดตั้งจุดตรวจหรือกล่องแดง และให้ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจตราพื้นที่ทุก 2-3 ชั่วโมง เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมาก โดยก่อนหน้านี้ได้ประสานสมาชิกสภาเทศบาลในพื้นที่ช่วยประสานตำรวจ กระทั่งเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุลอบเผาสิ่งของภายในห้องพักของวัดไปดำเนินคดีได้แล้ว

ทั้งนี้ ในอดีตวัดและชุมชนเคยเปิดโอกาสให้คนเร่ร่อนบางส่วนเข้ามาช่วยทำงานภายในวัด เช่น กวาดลานวัด ดูแลความสะอาด หรือช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แลกกับที่พักอาศัยและอาหาร แต่พบว่ามีเพียงบางคนที่ให้ความร่วมมือ ขณะที่อีกหลายคนเมื่อได้รับอาหารและมีเรี่ยวแรงแล้วกลับก่อเหตุลักขโมยทรัพย์สินของวัดและชาวบ้านอยู่เป็นประจำ ทำให้จำนวนผู้ที่สร้างปัญหามีมากกว่าผู้ที่ตั้งใจเข้ามาอาศัยและช่วยงาน พอวัดหรือชุมชนผลักดันคนเร่ร่อนออกจากพื้นที่ ก็ย้ายไปสร้างปัญหาให้กับชุมชนอื่น ก่อนจะย้อนกลับมาที่วัดอีกครั้ง จนกลายเป็นวงจรซ้ำเดิม อีกทั้งบางคนยังมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อถูกตักเตือน จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง ทั้งการตั้งจุดตรวจ เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน และบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจ วัด เทศบาล และชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ลดภาระของพระรวมถึงประชาชนในพื้นที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง