เด้ง "พ.ต.ท." ตำรวจทางหลวง ช่วยราชการ บช.ก. เซ่นปมจับปืน อาสาสมัครทหารพราน ด้าน กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ควรสร้างแนวปฏิบัติร่วมภายใต้กฎหมาย แจงกำลังพลในพื้นที่ชายแดนใต้ ยังคงเผชิญภัยคุกคามต่อชีวิตและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงลาพักหรือระหว่างการเดินทางกลับภูมิลำเนา
จากกรณีที่กำลังพลอาสาสมัครทหารพราน สังกัดหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 48 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจับกุมในข้อกล่าวหา "พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควรจำเป็นอันเร่งด่วนหรือสมควรแก่พฤติการณ์" ระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงลาพัก
ล่าสุด 15 ก.ค. 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ลงนามในคำสั่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ 196/2569 เรื่อง ข้าราชการตำรวจช่วยราชการ
ด้วยปรากฏภาพข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง จับกุมอาสาสมัครทหารพราน พร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนของกลาง
โดยกล่าวหาว่า พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควรจำเป็นอันเร่งด่วนหรือสมควรแก่พฤติการณ์ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวงอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว
เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อาศัยอำนาจตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2566
จึงให้ พันตำรวจโท วิชัย โมฆรัตน์ สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ช่วยราชการที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ประจำศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยขาดจากต้นสังกัดทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ด้านพันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากกรณีที่กำลังพลอาสาสมัครทหารพราน สังกัดหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 48 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจับกุมในข้อกล่าวหา "พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควรจำเป็นอันเร่งด่วนหรือสมควรแก่พฤติการณ์" ระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงลาพักนั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้หน่วยต้นสังกัดดำเนินการช่วยเหลือกำลังพลตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่า อาสาสมัครทหารพรานดังกล่าวเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยรถยนต์ส่วนตัว และได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงในการเข้ารับการตรวจโดยไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือขัดขืน เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่จัดเก็บแยกออกจากกัน ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และจะเข้าพบพนักงานสอบสวนตามกำหนดนัด โดยหน่วยต้นสังกัดได้จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายเข้าร่วมให้การสนับสนุน พร้อมนำเอกสารรับรองการเป็นกำลังพลและเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริง
กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคง เนื่องจากกำลังพลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเผชิญภัยคุกคามต่อชีวิตและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงลาพักหรือระหว่างการเดินทางกลับภูมิลำเนา ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่