"วัชระพล" สั่ง อ.ส.ค. เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ใช้นมกล่องหมดอายุ รักษาโรคใบร่วงในต้นยางพารา และใช้เร่งโปรตีนในอาหารสัตว์
.
จากกรณีที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งระบายสต๊อกนมกล่อง ที่ส่งผลให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)มีสินค้าคงคลังสะสมเป็นจํานวนมาก จนกลายเป็นภาระด้านต้นทุนและสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากไม่สามารถระบายสินค้าออกสู่ตลาดได้นั้น
.
ล่าสุด (20 ก.ค.69) นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ของ อ.ส.ค. อย่างลงลึกและใกล้ชิด เพื่อวางมาตรการแก้ไขปัญหาสินค้าค้างสต๊อก นมล้นตลาด และแก้ปัญหาขาดทุนสะสมอย่างยั่งยืน และ มอบนโยบายในการแก้ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วนดังนี้
.
การเร่งระบาย สินค้าก่อนหมดอายุ ล่วงหน้าแต่เนิ่น ไม่ปล่อยให้นมหมดอายุ "ด้วยตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ" จากแคมเปญทางการตลาด ก่อนสินค้าอีกจำนวนหนึ่งสิ้นสภาพในเดือนตุลาคมนี้ จึงกำชับ อ.ส.ค. ว่า ก่อนพิจารณาของบประมาณจากภาครัฐมาสนับสนุน ต้องวางมาตรการในภาพรวมใหญ่ พร้อมจัดหาเงินกู้ เพื่อรักษาสภาพคล่องและการพลิกฟื้นธุรกิจอย่างยั่งยืน
.
สำหรับนมกล่องหมดอายุนั้น นายวัชระพล ได้มอบหมายให้ กรมปศุสัตว์ หารือร่วมกับนักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยางแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางในการนำน้ำนมที่หมดอายุ ไปใช้เป็นการเร่งโปรตีนในอาหารสัตว์ และรักษาโรคใบร่วงในต้นยางพาราโดยด่วน
.
"ส่วนตัวไม่เข้าใจ ว่าทำไมจึงมีการปล่อยจนสินค้าสิ้นสภาพเป็นจำนวนมากขนาดนี้ ซึ่งการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ" นายวัชระพล กล่าว
.
นายวัชระพล ย้ำว่า ตนเองเห็นใจ ที่ อ.ส.ค. ประสบกับการแข็งขันที่สูงขึ้น และมีสินค้าทดแทนจำนวนมากในตลาด จึงต้องพัฒนาให้ อ.ส.ค. แข่งขันได้ในตลาดเสรีปัจจุบัน โดยอาจจะต้องมองที่ประสิทธิภาพในการบริหาร โดยเฉพาะต้นทุนและการตลาด พร้อมยกตัวอย่าง "มิลค์แลนด์" (Milk Land) แฟรนไชส์ไอศกรีมนม ที่จะช่วยสร้างรายได้ และระบายนมดิบได้ดี แต่เหตุใดจึงหยุดกิจการนี้ไป เป็นต้น
.
นายวัชระพล ยังเห็นว่า อ.ส.ค. เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพมาก เคยได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจต้นแบบหลายปีซ้อนจากกระทรวงการคลัง และเคยมีรายได้สูงถึงปีละเกือบหมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงต้องมาวิเคราะห์กันว่า เหตุใด 6-7 ปีที่ผ่านมา จึงมีรายได้ไม่เท่าเดิมและขาดทุนสะสม ซึ่งหากเน้นที่การขยายช่องทางการตลาด และการขายอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้น ก็น่าจะเป็นทางรอดของทั้ง อ.ส.ค.และพี่น้องเกษตรกรไทย
.