คนเก่า หลุดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องโยกไปใช้ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” แล้ว ก.คลัง ขยายเวลา ให้คนมีบัตรสวัสดิการฯ รายเก่าทั้งหมด ใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 69 จากเดิมให้ใช้สิทธิแค่ 31 ก.ค. 69
วันนี้ ( 23 ก.ค. 69 ) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) ครั้งที่ 10/2569 โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการขอทบทวนสิทธิและการขอแก้ไขข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 จากหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และทีประชุมได้มีข้อสรุปในเบื้องต้น ดังนี้
1. เห็นควรขยายเวลาการรับสิทธิสำหรับผู้มีบัตรฯ ในปัจจุบันให้ได้รับต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (เดิมเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) โดยผู้มีบัตรฯ ในปัจจุบันไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม และให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกกลุ่มเริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ในระหว่างช่วงการทบทวนสิทธิของโครงการปี 2569
2. เห็นควรขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิเป็นถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคาร ออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) และขยายเวลาในการติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลเพื่อแก้ไขข้อมูลได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมเป็นวันที่ 16 สิงหาคม 2569
3. เพื่อให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐมีความแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาวะของประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งไม่เป็นภาระกับประชาชนในการยื่นทบทวนสิทธิ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบของเกณฑ์ต่าง ๆ อาทิ
3.1 กรณีเกณฑ์กรรมสิทธิ์ในการถือครองรถ ให้มีการปรับปรุงข้อมูลสำหรับผู้ถือครองรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี ที่มีมูลค่าต่ำ และกรณีผู้ถือครองรถจักรยานยนต์ที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระและยังมีภาระทางการเงิน รวมถึงกรณีมีการจำหน่ายรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ให้บุคคลอื่นแล้ว แต่มิได้มีการแจ้งต่อนายทะเบียน (โอนลอย) รวมทั้งกรณีถูกสวมสิทธิในกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์จากการแอบอ้างชื่อเพื่อใช้ในการจดทะเบียนรถรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
3.2 กรณีเกณฑ์สถานะนักเรียนหรือนักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลของการศึกษานอกระบบและไม่อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ
3.3 กรณีเกณฑ์ผู้ถือหุ้นและกรรมการในบริษัทของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ปรับปรุงข้อมูลกรณี
เป็นวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม
3.4 กรณีเกณฑ์บัญชีตราสารหนี้และหลักทรัพย์ ให้ปรับปรุงข้อมูลของการมีบัญชีตราสารหนี้และหลักทรัพย์ โดยคำนึงถึงการเคลื่อนไหว (Active) ของบัญชี
ทั้งนี้ จะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมประเด็นข้างต้นให้ครบถ้วน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน กระทรวงมหาดไทย มีการสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ผ่านกลไกของจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ในลักษณะจุดให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในแต่ละพื้นที่ (One Stop Service) เพื่อให้คำแนะนำ ประสานการตรวจสอบข้อมูลอำนวยความสะดวกในการยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องเป็นปัจจุบันตามขั้นตอนต่าง ๆ ของโครงการ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างสะดวกและทั่วถึง ซึ่งกระทรวงการคลังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานแก่ประชาชนที่ยังมีความจำเป็น