โรคฝีดาษวานร ปีนี้ป่วยแล้ว 139 คน เฝ้าระวังสายพันธุ์ Clade Ib

โรคฝีดาษวานร ปีนี้ป่วยแล้ว 139 คน เฝ้าระวังสายพันธุ์ Clade Ib

View icon 45
วันที่ 24 ก.ค. 2569 | 10.39 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
โรคฝีดาษวานร ในไทยยังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง ปีนี้ป่วยแล้ว 139 คน เสียชีวิต 2 คน เฝ้าระวังสายพันธุ์ Clade Ib เพิ่มขึ้นเด่นชัดตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ค. กลุ่มเสี่ยงต้องสังเกตอาการ
      
วันนี้ (24 ก.ค.69) นพ. มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า โรคฝีดาษวานร (Mpox) ยังคงเป็นโรคที่มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยพบผู้ป่วยประปรายตลอดทั้งปี และเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมา ข้อมูลจากโปรแกรมเฝ้าระวังเหตุการณ์โรคและภัยสุขภาพ (M-EBS) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 ก.ค.69 มีผู้ป่วยสะสม 139 คน เสียชีวิต 2  คน (ทั้ง 2 คน มีเชื้อ HIV ร่วมด้วย) ผู้ป่วยเป็นเพศชาย 135 คน และเพศหญิง 4 คน ช่วงอายุตั้งแต่ 18 – 75 ปี ส่วนใหญ่สัญชาติไทย 123 คน รองลงมาคือสัญชาติเมียนมา 9 คน และสัญชาติอื่น ๆ 7 คน โดยผู้ป่วยกระจายตัวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล เมืองใหญ่และจังหวัดท่องเที่ยว

“ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์และสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง ในปีนี้พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Mpox สายพันธุ์ Clade Ib จำนวน 88 คน จาก 139 คน สะท้อนให้เห็นว่า เชื้อสายพันธุ์ Clade Ib พบเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนมากกว่าสายพันธุ์ Clade II และจากข้อมูลพบว่าเป็นผู้อยู่ร่วมกับ HIV จำนวน 76 คน จึงควรได้รับการเฝ้าระวังและเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ปี 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสายพันธุ์ Clade Ib เพิ่มขึ้นเด่นชัดตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากสายพันธุ์ Clade Ib กรมฯ จึงเน้นย้ำการเฝ้าระวังเชิงรุกและการสอบสวนโรคในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเชื้อสายพันธุ์ Clade Ib เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในการเฝ้าระวังขององค์การอนามัยโลก (WHO) เนื่องจากกำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศ

สำหรับการรักษา ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรส่วนใหญ่สามารถรักษาตามอาการและแยกกักตัวที่บ้านได้ จนหายดี ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามข้อบ่งชี้ พร้อมแนะนำให้แยกตัวประมาณ 21 วัน หรือจนกว่า ผื่น ตุ่ม จะตกสะเก็ดหลุดลอกออกหมด และผิวหนังกลับมาปกติ
      
ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคนี้สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสแนบชิดกับผู้ป่วย ได้แก่ ผิวหนังสัมผัสตุ่มหนอง ผื่น สารคัดหลั่ง หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็งและโรคเลือดควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการผิดปกติทางผิวหนัง

หลังสัมผัสผู้ป่วยภายใน 21 วัน หากมีผื่น ตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก หรือ บริเวณรอบ ๆ ตามมือ เท้า หน้าอก ใบหน้า หรือบริเวณปาก ไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต เช่น บริเวณหลังหู คอ ขาหนีบ เจ็บคอ คัดจมูก หรือ ไอ ให้รีบเข้ารับการตรวจที่สถานบริการสุขภาพ หรือโรงพยาบาล โดยแจ้งอาการและประวัติเสี่ยงทันที เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง