วิบากกรรมคนจุดไฟเผาป่า ศาลตัดสินลงโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา ยังต้องชดใช้ความเสียหายเกือบ 10 ล้าน อุทาหรณ์เตือนใจโทษแรงมาก อย่าคิดว่าเผาป่าแล้วไม่มีใครเห็น
คนเผาป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 ตาก แจ้งว่า วันนี้ 4 ส.ค.69 ศาลจังหวัดสุโขทัย ได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาและอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ589/2569 ซึ่งอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 2 มือเผาป่า โดยตัดสินว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดจริงตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (1) และ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงถึง 20 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือ จำคุก 10 ปี โดยไม่รอลงอาญา
ส่วนโทษทางแพ่ง สั่งปรับและให้ชดใช้ค่าเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเงินสูงถึง 9,971,976 บาท
นายพนัชกร โพธิบัณฑิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 ย้ำว่า ผืนป่าไม่ใช่ที่จุดไฟเผาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ปัจจุบันกฎหมายป่าไม้และอุทยานฯ มีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ทั้งจำคุกหลายปีและโทษปรับที่สูงจนอาจเปลี่ยนชีวิตไปตลอด ขอเตือนผู้ที่คิดจะเผาป่า หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินคดีขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น อย่าคิดว่าเผาป่าแล้วไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น เคสจำคุก 10 ปี และปรับเกือบ 10 ล้านบาทที่เกิดขึ้น เป็นหลักฐานชัดเจนแล้วว่า เจ้าหน้าที่ตามจับได้จริง และศาลลงโทษจริง
สำหรับคดีนี้เกิดเหตุเมื่อวันที่ 10 เม.ย.69 นายวิชัย ท้าวใจวงศ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง และ นายนายสรวัช หนูพินิตร์ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าเขาหลวง ลุยพื้นที่ดับไฟป่าบริเวณป่าโซกพระร่วงลองพระขรรค์ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย ขณะปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นกลุ่มควันไฟเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ฝั่งตรงข้าม และพบบุคคลสวมเสื้อสีส้ม 2 คน วิ่งลงมาจากเขา แต่เจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกภาพหลักฐานไว้ได้
จากนั้น ได้ประสานกับผู้นำชุมชน นำโดย นายประดิษฐ์ อู่ขำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านเชตุพน พร้อมทีมงาน ได้แกะรอยตามภาพถ่ายจนรู้ตัวผู้กระทำผิด เข้าตรวจสอบถึงบ้านพัก จนกระทั่งจำเลยทั้งสอง จำนนด้วยหลักฐานและยอมรับสารภาพว่าเป็นคนจุดไฟเผาป่าจริง