รวบพ่อวัย 25 ปี ขโมยมันสำปะหลังไปขายซื้อนมให้ลูก ยอมรับทำเพราะความจน

รวบพ่อวัย 25 ปี ขโมยมันสำปะหลังไปขายซื้อนมให้ลูก ยอมรับทำเพราะความจน

View icon 93
วันที่ 5 ส.ค. 2569 | 08.11 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ตำรวจรวบหนุ่มบุรีรัมย์ ตระเวนขโมยขุดมันสำปะหลังไปขาย อ้างหาเงินซื้อนมและข้าวให้ลูกกิน สะเทือนใจเมียอุ้ม 3 ลูกน้อย เยี่ยมผัว ยอมรับทำไปเพราะความจน ตำรวจสงสารเด็ก ซื้อข้าวและนมให้กิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.ละหานทราย ได้รับแจ้งจากเกษตรกร ว่ามีคนร้ายตระเวนขโมยขุดมันสำปะหลังตามไร่ในพื้นที่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ หลังรับแจ้ง พ.ต.อ.มนัสวุฒิ บรรยงค์ ผกก. สภ.ละหานทราย ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.รังสิวัฒน์ กังศรานนท์  รอง ผกก.สส.สภ.ละหานทราย นำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่ติดตามตัวผู้ก่อเหตุ โดยแกะรอยจากร้านรับซื้อหัวมันสำปะหลัง และข้อมูลในพื้นที่ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุดังกล่าว คือ นายวีรชาติ หรือ "เต๋า" อายุ 25 ปี พร้อมของกลางมันสำปะหลังที่ขโมยมา โดยรับสารภาพว่า ได้ขโมยมันสำปะหลังจริง เพราะไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกกิน เนื่องจากยากจน รู้ดีว่าการลักขโมยของคนอื่นมันผิดกฎหมาย แต่เวลาที่ไม่มีเงินก็หาไม่ได้ ก่อนหน้านี้ก็จะตระเวนเก็บหัวมันที่เจ้าของแปลงเก็บเกี่ยวไปแล้วยังหลงเหลือตามไร่ จึงได้ไปตระเวนเก็บแล้วนำไปขาย ล่าสุดมันหาไม่ได้ จึงตัดสินใจไปขโมยหัวมันในแปลงที่เกษตรกรปลูกไว้ นำไปขายได้เงินมา 300 บาท ยอมรับผิดและขอโทษเจ้าของที่เข้าไปลักขโมย และพร้อมรับโทษตามกฎหมาย หากพ้นโทษมาก็จะปรับปรุงตัวใหม่

ต่อมาภรรยาของผู้ต้องหา ได้พาลูกน้อย 3 คน อายุ 4 ขวบ 3 ขวบ และ 2 ขวบ มาเยี่ยมสามีที่ สภ.ละหานทราย ตำรวจเห็นแล้วสงสารจึงซื้อข้าวเหนียวไก่ย่างและนมให้เด็ก ๆ กิน โดยทางภรรยา บอกว่า ปกติตนจะพาลูกทั้ง 3 คน นั่งรถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปเก็บมันสำปะหลังตามไร่ที่เขาเก็บทิ้งแล้ว เพื่อเอาไปขายต่อพอให้มีเงินได้ซื้อกับข้าวและนมให้ลูกกิน ไม่คิดว่าสามีจะไปขโมยหัวมันสำปะหลังในแปลงของเขา รู้สึกเสียใจไม่รู้ว่าถ้าสามีติดคุกแล้ว ตนกับลูกน้อย 3 คนจะอยู่อย่างไร

ด้าน พ.ต.ท.รังสิวัฒน์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าหัวมันสำปะหลังสูญหายไปประมาณ 1 ตัน และอยู่ระหว่างขยายผลว่าผู้ต้องหาเคยก่อเหตุในแปลงอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ แม้เจ้าหน้าที่จะเห็นใจในความเดือดร้อนของผู้ต้องหา แต่การลักทรัพย์เป็นความผิดตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องดำเนินคดี