สื่อฯ เผย สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ “ทาด” ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง ไปแล้วเกือบ 80 % ในระหว่างสงครามกับอิหร่าน เกือบ 4 ใน 5 ของ “ทาด” ที่มีอยู่ก่อนเกิดสงคราม
วันนี้ (5 ส.ค. 69) สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศ “ทาด” (THAAD) ไปแล้วเกือบ 80 % ในระหว่างสงครามกับอิหร่าน หรือคิดเป็นเกือบ 4 ใน 5 ของจำนวนขีปนาวุธ “ทาด” ที่มีอยู่ก่อนเกิดสงคราม และใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบ “แพทริออต” (Patriot) ไปประมาณครึ่งหนึ่ง
โดยประเด็นปัญหาขีปนาวุธในคลังของสหรัฐฯ ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะตัดสินใจยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านระลอกใหม่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันกองทัพสหรัฐฯ ยังได้ใช้ระบบอาวุธภาคพื้นสู่อากาศพิสัยไกลที่มีความแม่นยำสูงไปเกือบทั้งหมดแล้วในช่วงความขัดแย้ง
ทางกลุ่มผู้บัญชาการทหารเตือนว่าคลังขีปนาวุธของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน เหลือน้อยจนน่ากังวล พร้อมได้อัปเดตข้อมูลความสูญเสียของกำลังพลจากปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศเมื่อวานนี้ (4 ส.ค. 69) โดยระบุว่านับตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำเนียบขาวกำหนดให้เป็นวันเริ่มต้นของสงครามรอบใหม่กับอิหร่าน มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตไปแล้ว 4 นาย และบาดเจ็บ 270 นาย
ข้อมูลก่อนหน้านี้ระบุว่า ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 14 นาย และบาดเจ็บ 417 นาย ระหว่างปฏิบัติการ "อิปิก ฟิวรี" (Epic Fury) ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ต่ออิหร่าน ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนทหารสหรัฐฯ ที่ได้รับบาดเจ็บล่าสุดจากสงครามกับอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็น 687 นาย
ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันที่ (29 ก.ค. 69) ว่า กองทัพบกสหรัฐฯ ได้มอบสัญญาให้กับบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 58,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออต (Patriot) เนื่องจากความขัดแย้งในอิหร่านและยูเครนกำลังทำให้คลังอาวุธของสหรัฐฯ ร่อยหรอ