รทสช. จี้ รัฐทบทวนกระบวนการยุติธรรมไทย ราชทัณฑ์ ไม่ควรใช้อำนาจฝ่ายเดียว ลดหย่อนโทษคดีสะเทือนขวัญ

รทสช. จี้ รัฐทบทวนกระบวนการยุติธรรมไทย ราชทัณฑ์ ไม่ควรใช้อำนาจฝ่ายเดียว ลดหย่อนโทษคดีสะเทือนขวัญ

View icon 27
วันที่ 5 ส.ค. 2569 | 17.34 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
รทสช. จี้ รัฐแก้ไขกระบวนการยุติธรรม “ราชทัณฑ์” ไม่ควรใช้อำนาจฝ่ายเดียว ลดหย่อนโทษคดีสะเทือนขวัญ ชงดึงญาติเหยื่อ-อัยการ ร่วมพิจารณา

วันนี้ (5 ส.ค.69) นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญและกระบวนการยุติธรรมไทยในปัจจุบันว่า จากคดีที่เกิดขึ้น สังคมส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าควรมีบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต แม้ในทางกฎหมายจะมีบทลงโทษดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ด้วยกระบวนการพิจารณาคดีที่ใช้เวลานานและไม่ส่งผลทันทีต่อความรู้สึกของสังคม จึงทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพ

นายวิทยา ได้ยกตัวอย่างคดีสะเทือนขวัญนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษที่เกาะสมุย ซึ่งในชั้นพิจารณาคดี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้เสียหายอย่างมารดาของผู้เสียชีวิต ซึ่งอยู่ในสายโทรศัพท์และได้ยินเหตุการณ์ขณะลูกสาวถูกทำร้าย กลับสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วไม่อยากให้ผู้กระทำผิดถูกประหารชีวิตทันที แต่อยากให้ได้รับความทนทุกข์ทรมานชดใช้สิ่งที่ทำลงไป สะท้อนให้เห็นว่าสำหรับเหยื่อบางราย การตายทันทีอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดที่สาสมที่สุด

นายวิทยา กล่าวอีกว่า ในกระบวนการควบคุมผู้ต้องโทษ เมื่อมีคำพิพากษาจำคุกหรือประหารชีวิต กลับมีอำนาจซ้อนถึงสองชั้น ทั้งการลดหย่อนโทษตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ และพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ส่งผลให้ความรู้สึกของสังคมมองว่าโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต แท้จริงแล้วจำคุกไม่ถึง 10 ปีก็พ้นโทษออกมาได้ กระบวนการทั้งหมดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข โดยจะปล่อยให้กรมราชทัณฑ์จัดทำรายงานเสนอเพื่อผ่อนผันหรือลดโทษแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ กระบวนการทางกฎหมายต้องเปิดรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เสียหาย หรือพนักงานอัยการในฐานะตัวแทนผู้เสียหายเสียก่อน เพื่อพิจารณาว่าพฤติการณ์แห่งคดีนั้นสมควรแก่การลดหย่อนโทษหรือไม่

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องมีความรัดกุมมากขึ้นในเรื่องการขออภัยโทษ การขีดเส้นจำกัดเพียงแค่คดียาเสพติดนั้นยังไม่เพียงพอ ควรครอบคลุมไปถึงคดีสะเทือนขวัญประชาชน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมอาชญากรต่อเนื่องที่ฆ่าคนโดยไร้จิตสำนึกและปราศจากโอกาสในการปรับปรุงตัว กระบวนการบังคับโทษจึงต้องเป็นไปตามคำพิพากษาอย่างเคร่งครัด

นายวิทยา กล่าวด้วยว่า ในมิติเชิงสังคม ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าผู้คนเริ่มละเลยเรื่องคุณธรรม ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากผู้นำ หากผู้นำขาดคุณธรรมก็จะสะท้อนปัญหาไปสู่ภาพรวมของสังคม ตนอยู่ในแวดวงการเมืองมานานกว่า 30 ปี เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปในทางที่น่ากังวล ประชาชนเริ่มหมดความหวังกับคติที่ว่าทำดีได้ดี และเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสรรหาบุคลากรเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้อครหาเรื่องการฮั้ว สว. การทุจริตการเลือกตั้ง สส. หรือการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ หากผู้ไร้ซึ่งคุณธรรมขึ้นมานำทาง ย่อมสะท้อนปัญหาลงสู่โครงสร้างสังคมทั้งหมด

“เราจะไปโทษประชาชนผู้ยากลำบากไม่ได้ เพราะคนยากจนก็ยังสามารถอบรมเลี้ยงดูบุตรให้ออกมาดีได้ สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้คือผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดี และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง” นายวิทยา กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง