“กุลวลี นพอมรบดี” ประชุมหารือทุกฝ่ายแก้ปัญหาช้างป่าค้างคา ชู 3 แนวทาง เตือนภัยส่งตรงถึงมือถือชาวบ้าน, สร้างสิ่งกีดขวาง และหนุนดัน “ภัยสัตว์ป่า” เป็นภัยพิบัติแก้เยียวยาช้า เตรียมเข้าถกกรมอุทยานฯ
วันนี้ (9 ส.ค. 69) นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เผยว่า การประชุมคณะกรรมาธิการฯ ที่ผ่านมา ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวางกรอบและข้อเสนอในเรื่อง “ปัญหาช้างป่า” ออกนอกพื้นที่ บุกรุกไร่-สวน และทำร้ายชาวบ้าน โดยเตรียมนำข้อสรุปหารือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่นำไปปฏิบัติได้จริง
ทาง นางสาวกุลวลี กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างทำงานหนักมาก บางคนเสี่ยงชีวิตทุกคืน ชาวบ้านเองก็อดทนมานาน ส่วนช้างก็ออกจากป่ามาเพราะอาหารและน้ำไม่พอ ทุกฝ่ายต่างเป็นผู้เดือดร้อนด้วยกันทั้งนั้น หน้าที่ของกรรมาธิการฯ คือมาช่วยหาเครื่องมือและช่วยแก้ข้อติดขัดให้ทุกฝ่ายทำงานง่ายขึ้น และจากการทำหน้าที่อนุกรรมาธิการงบประมาณ ด้านครุภัณฑ์และ ICT ได้ดูคำขอตั้งงบประมาณปี 2570 พบว่ามีการของบผลักดันช้างป่าไว้กว่า 200 ล้านบาท ขณะที่งบเยียวยาขอไว้ 10 ล้านบาท จึงมองว่าควรมาช่วยกันพิจารณาการจัดวางสัดส่วนงบประมาณระหว่างการป้องกันและการเยียวยาให้สมดุลและให้ได้ผลมากขึ้น ซึ่งตนไม่ได้ถามเพื่อจะตัดงบ แต่ถามเพื่อให้เงินทุกบาทมีประโยชน์เต็มที่ อำเภอไหนทำแล้วช้างออกน้อยลง ก็ควรรู้ว่าเขาทำอย่างไรแล้วขยายผลไปจุดอื่น จุดไหนยังไม่ได้ผลก็มาช่วยกันปรับใหม่
โดยแนวทางที่คณะกรรมาธิการฯ จะเสนอ ประกอบด้วย 3 ส่วนที่ต้องเดินไปพร้อมกันคือ
ส่วนที่ 1 คือ “รู้ตัวช้างล่วงหน้า” โดยนำเทคโนโลยี GPS กล้องตรวจจับ และจะขอความร่วมมือด้านงานวิจัยจากกระทรวง อว. มาติดตามพฤติกรรมช้างเกเรรายตัวที่มีเส้นทางออกหากินประจำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดักรอได้ถูกจุด พร้อมเชื่อมระบบเตือนภัยส่งตรงถึงมือถือชาวบ้านทันที
ส่วนที่ 2 คือ “สร้างเฉพาะจุดที่ได้ผล” โดยทดลองสร้างสิ่งกีดขวาง เช่น รั้วไฟฟ้า คูกันช้าง หรือแบริเออร์ดาดคอนกรีต ในพื้นที่ตัวอย่าง 2-3 จุด เพื่อประเมินผลความคุ้มค่าก่อนขยายผล เพื่อไม่ให้งบประมาณและแรงของเจ้าหน้าที่สูญเปล่า
ส่วนที่ 3 คือ “เยียวยาให้ถึงมือเร็ว” เสนอแก้ปัญหาระบบงบประมาณเยียวยาล่าช้า โดยเตรียมหารือกระทรวงการคลังให้กำหนด “ภัยจากสัตว์ป่า” เป็นภัยพิบัติประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เช่นเดียวกับน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือวาตภัย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถนำเงินทดรองราชการมาสำรองจ่ายชดเชยให้ชาวบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนงบกลาง