เช้านี้ที่หมอชิต - การพ้นโทษของ "เล่าต๋า" ผู้ที่เคยถูกเรียกว่า ราชายาเสพติด ถูกสังคมตั้งคำถาม ว่าจะหยุดเคลื่อนไหว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดได้จริงหรือไม่ ขณะที่มีการเปิดเผยภาพล่าสุดของ "เล่าต๋า" โดยเป็นภาพบรรดาญาติเลี้ยงต้อนรับหลังพ้นโทษ
คลิปนี้มีความยาว 1 นาที 48 วินาที เป็นช่วงที่ นายเล่าต๋า กลับไปถึงบ้านพักที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และมีบรรดาญาติพี่น้องได้เข้าไปต้อนรับอวยพร พร้อมกับกินเลี้ยง ผูกข้อมือ ก่อนนั่งจิบน้ำชาพูดคุยกัน
ขณะที่ญาติระบุเป็นงานเลี้ยงที่ญาติพี่น้อง จัดขึ้นเพื่อต้อนรับนายเล่าต๋ากลับบ้าน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่บ้านพักในพื้นที่บ้านห้วยส้าน ซึ่งอยู่ห่างจากปั๊มน้ำมันที่เคยเป็นสถานที่จับกุมคดียาเสพติดเมื่อหลายปีก่อนประมาณ 2 กิโลเมตร ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในคลิปนายเล่าต๋า ได้พูดเป็นภาษา "ลีซู" บอกกล่าวไม่ให้ลูกหลานเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
ขณะที่ในวันนี้ (18 ส.ค.) มีรายงานว่า "นายเล่าต๋า" เตรียมประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีของชนเผ่าลีซูให้กับ "เล่าต๋า" อีกครั้ง ขณะที่เมื่อวาน (17 ส.ค.) ทีมข่าวก็ไปสังเกตการณ์ที่ปั๊มน้ำมัน ธุรกิจเก่าของ "เล่าต๋า" พบว่า ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ และพอติดต่อกับครอบครัว ก็บอกไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ เพราะอยากให้ "เล่าต๋า" ใช้ชีวิตแบบเงียบ ๆ
และอย่างที่เรานำเสนอไปวานนี้ (17 ส.ค.) หนึ่งในคนที่ผิดหวังกับเรื่องนี้ ก็ พลตำรวจโท เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพราะเป็นผู้นำทีมวางแผนจับกุม "เล่าต๋า" เมื่อปี 2559 ไลฟ์ เล่าความยากลำบากในการทำคดี พร้อมตั้งคำถามถึง กรมราชทัณฑ์ อยากให้ชี้แจง ทำไมผลลัพธ์ ถึงออกมาเป็นแบบนี้
จนต่อมา กรมราชทัณฑ์ ออกเอกสารข่าวชี้แจง ประเด็นการพักโทษของ "เล่าต๋า" แต่ต่อมาก็แจ้งขอยกเลิกข้อมูลในข่าว เพราะมีบางเนื้อหายังไม่ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งก่อนจะยกเลิกการชี้แจง ในเอกสารข่าว กรมราชทัณฑ์ ให้ข้อมูลว่า ผลคำพิพากษาถึงที่สุดของ "เล่าต๋า" เกิดขึ้นในปี 2562 แล้วถูกจัดให้เป็นนักโทษ "ชั้นกลาง" ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมฯ ในปีนั้น หากเป็นปี 2563 "เล่าต๋า" จะเข้าอีกเงื่อนไข คือ เป็นนักโทษ "ชั้นต้องปรับปรุงมาก"
เมื่อ "เล่าต๋า" มีความประพฤติตัวดีมาโดยตลอด ทำให้ปี 2565 ได้เลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ประกอบกับมีอายุเกิน 70 ปี จึงได้รับการเสนอชื่อรับพระราชทานอภัยโทษ 6 ครั้ง ตามที่เรานำเสนอข่าวไปแล้ว
ส่วนความกังวลของสังคม ที่มีเสียงสะท้อนช่วงหลายวัน กรมราชทัณฑ์ รับทราบ และเห็นควรจำเป็นต้องทบทวน ปรับปรุงหลักเกณฑ์ กฎระเบียบ และข้อกฎหมาย เพื่อให้การบริหารโทษมีความเหมาะสมกับระดับความร้ายแรงของความผิด
คำนึงถึงความปลอดภัย และประโยชน์ของสังคมโดยรวมซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะดำเนินการต่อไปหลังจากนี้ ก็เป็นเนื้อหาที่ระบุมาในการชี้แจงครั้งแรก ส่วนที่จะมีการแก้ไขรายละเอียดอย่างไร ทีมข่าวของเราจะติดตามนำมาเสนอเมื่อมีรายละเอียดมาเพิ่มต่อไป
และในเรื่อง เล่าต๋า พ้นเรือนจำ ก็มีความเห็นจาก อดีตคนเคยทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรม ให้ความเห็นเรื่องนี้อยู่หลายคน เช่น นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มองว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวกฎหมาย แต่อยู่ที่ "คณะกรรมการ" จะพิจารณากำหนดเงื่อนไขอย่างไร พร้อมกับ เสนอให้มีการขึ้นระบบ Blacklist, เครื่องหมายดอกจัน หรือตัวแดง สำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง เพื่อให้ผู้บัญชาการเรือนจำ และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ติดตามพฤติกรรมเป็นการเฉพาะ ก่อนจะนำเกณฑ์การลดโทษ หรือพักโทษอื่น ๆ มาพิจารณา
เช่นเดียวกับ นายวิเชียร ชุปไธสง อดีตนายกสภาทนายความ ให้ความเห็นว่ากฎหมายเดิมดีอยู่แล้ว แค่ต้องมีการพิจารณาอย่างเหมาะสมว่าใครควรได้รับการลดหย่อนโทษ หรือคดีแบบไหนที่ไม่สมควรได้รับการลดโทษเลย เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดรู้สึกว่าการกระทำผิดของตนเอง รับโทษไม่นาน เดี๋ยวก็ออกมาแล้ว
ในมุมนักวิชาการ อย่าง อาจารย์ ปกป้อง ศรีสนิท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่าจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมในต่างประเทศ พบว่า ค่าเฉลี่ยของนักโทษที่รับโทษ "จำคุกตลอดชีวิต" จะรับโทษจริงเฉลี่ยที่ 18-20 ปี และการจะปล่อยตัวเป็นอิสระ ต้องผ่านการประเมินว่า จะไม่เป็นอันตรายต่อสังคมเมื่อได้รับอิสระ แต่หากประเมินแล้วไม่ผ่านก็จะไม่ได้รับการพักโทษ หรือปล่อยตัว ส่วนในไทย พบว่าค่าเฉลี่ยการรับโทษจริง ๆ อยู่ที่ประมาณ 10 ปี เท่านั้น
ดังนั้น ความเห็นส่วนตัว คิดว่าควรปรับแก้กฎหมาย ให้ศาลฯ เข้ามามีบทบาทในการกำหนดโทษขั้นต่ำ ต้องรับโทษแล้วเท่าไร แล้วจึงจะยื่นขอรับการลดโทษได้ โดยมีกำหนดระยะเวลา ก็เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับสังคม และเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย
ซึ่งหากมีการปรับแก้กฎหมายจริง ก็สามารถนำร่อง ให้ศาลเข้ามามีบทบาทกำหนดโทษ ในคดีอุกฉกรรจ์, คดีค้ายาเสพติดรายใหญ่, คดีที่มีโทษหนัก ๆ หรือ คดีจำคุกตลอดชีวิต ก่อนได้
ด้านอดีตผู้คุมเรือนจำบางขวาง โพสต์ความเห็น พร้อมภาพเอกสาร พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ความยาว 11 หน้า เพื่อแสดงว่าการจะเสนอพิจารณาลดหย่อนโทษใครก็ตาม กรมราชทัณฑ์ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ลดโทษให้ตามความพอใจไม่ได้ เช่นเดียวกับ ผู้บริหารกรมฯ ในปัจจุบัน ก็ไม่มีอำนาจสั่งลดโทษ ปล่อยตัวใครได้ตามอำเภอใจ ทุกคนต้องทำภายใต้กฎหมาย และระเบียบข้อบังคับที่กฎหมายกำหนด