“อนุทิน-เอกนิติ“ ยังไม่พอใจ สภาพัฒน์ฯ ขยับคาดการณ์ GDP ปีนี้เติบโตเป็น 2.2 % เชื่อต้องไปได้ไกลกว่านี้

“อนุทิน-เอกนิติ“ ยังไม่พอใจ สภาพัฒน์ฯ ขยับคาดการณ์ GDP ปีนี้เติบโตเป็น 2.2 % เชื่อต้องไปได้ไกลกว่านี้

View icon 42
วันที่ 18 ส.ค. 2569 | 11.55 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“อนุทิน-เอกนิติ” ยังไม่พอใจตัวเลข GDP แม้ไตรมาสสองขยายตัว 1.9 % สูงกว่าคาดการณ์ แต่ถือว่ารัฐบาลมาถูกทาง หลังอัดฉีดเงินกู้ 4 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจด้วย “ไทยช่วยไทยพลัส” เชื่อศักยภาพไทยดัน GDP โตได้ไกลกว่านี้
.
วันนี้ (18 ส.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่า พอใจไม่ได้ เพราะอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้
.
“เศรษฐกิจตอนนี้ “โอเค” แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนก็ไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4 ,5, 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว
.
ส่วนความพึงพอใจต่อตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายอนุทิน กล่าวว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”
.
ขณะที่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่พอใจต่อตัวเลขเศรษฐกิจของปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดการณ์  เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติม คือ เรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้ว  จึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้
.
นายเอกนิติ ยังอธิบายว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7%  เป็นการยืนยันว่า รัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจ
.
และ โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60:40 มีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ สามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชนได้
.
ทั้งนี้ ตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อนและตอกย้ำว่า ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต 3 ระลอก ที่กระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน ได้แก่
1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท  
.
2.วิกฤตค่าครองชีพ  เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบเป็นบวก 2.7% จากที่เคยติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ
.
3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง จาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือ 1.9% ในไตรมาสที่ 2 การออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง
.
"ถ้าที่ผ่านมาเราไม่รีบทำรีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น"
.
อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ถึง 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver)  อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาตาเซ็นเตอร์เท่านั้น
.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง