ณัฐพงษ์ ลุยปราจีนรับฟังปัญหา EEC ชาวบ้านสะท้อนห่วงทุนเทา-ทำลายสิ่งแวดล้อม-แรงงานต่างด้าว ชวน “สุชาติ” เดินฟังปัญหาด้วยกัน พร้อมเรียกร้อง รัฐบาลฟื้นฟูความเชื่อมั่น เป็นหลังพิงให้เจ้าหน้าที่แก้ปัญหา
วันนี้ (18 ส.ค.69) ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ประชุมติดตามและตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตและฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ว่า ประชาชนในปราจีนบุรีให้ความห่วงใยปัญหาสิ่งแวดล้อม ทุนเทา โรงงานผิดกฎหมาย และแรงงานต่างด้าว เชื่อว่าชาวปราจีนบุรีคงไม่มีใครคัดค้านเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ชาวปราจีนบุรีไม่ได้ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่กับโรงงานและกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มทุนสีเทาที่นำมาซึ่งกากมลพิษ แต่ชาวปราจีนบุรีต้องการการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดูแลสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชุมชนไปพร้อมกัน
การที่ภาคประชาสังคมออกมาคัดค้าน ไม่เอา EEC ต้องย้อนกลับไปที่ต้นตอของปัญหา ประชาชนอาจไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจในระบบราชการ หากจะเอาปราจีนบุรีเข้าไปเป็น EEC จังหวัดที่ 4 จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือปัญหาที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการรับฟังเสียงสะท้อนจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ พบอุปสรรคเรื่องอำนาจทางกฎหมายที่ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่ เราไม่ได้มองว่าทุกส่วนของราชการขาวสะอาดไปทั้งหมด ทุกองค์กรก็อาจจะมีคนสีเทาอยู่ในนั้น ถ้ามีข้าราชการที่มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา เรายอมรับไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นและกวาดล้างให้เต็มที่ที่สุด เชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่มีความตั้งใจดี ยกตัวอย่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเข้าไปตรวจสอบแรงงานเถื่อนในโรงงานต่าง ๆ ก็ต้องเกาะรั้วไม่ต่างจากประชาชน เพราะไม่ได้มีอำนาจเต็มขนาดนั้น หากทำอะไรไปก็อาจจะถูกเอกชนฟ้องร้อง และตัวเขาก็ได้รับผลกระทบด้วย
เรื่องนี้ต้องเริ่มต้นด้วยความกล้าหาญจากฝ่ายการเมือง รัฐบาลในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย หากประกาศเอาจริงกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เชื่อว่าคงมีปัญหาแบบเดียวกันทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่จังหวัดปราจีนบุรี แต่นายกฯ ไม่ทราบมาก่อนจริงหรือไม่ หากทราบแล้วเหตุใดถึงไม่มีความกล้าหาญทางการเมืองบอกว่าจุดเริ่มต้นการใช้อำนาจมาจากรัฐบาลเป็นหลังพิงให้กับข้าราชการในพื้นที่ เชื่อว่าจะทำให้หน่วยงานในพื้นที่ทำงานด้วยความสบายใจมากยิ่งขึ้นได้
สิ่งหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ให้กลับคืนมาคือ ความโปร่งใส สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ระบุว่าได้รวบรวมปัญหาหมดแล้ว ส่งฟ้องเหลือแต่ตำรวจดำเนินการ แต่ในวงนอกประชาชนกลับมองไม่เห็นอะไรเลย ระบบราชการเหมือนเป็นกล่องดำ ดังนั้น การสร้างระบบที่คล้าย ๆ กับ Traffy Fondue ที่กรุงเทพมหานครใช้จนประสบความสำเร็จมาติดตามเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ เปิดระบบรายงาน และเฝ้าระวัง (Public Dashboard) ให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบเรื่องที่ร้องเรียนได้
นอกจากนี้ ราชการจะต้องมีการทำงานเชิงรุก แม้รัฐบาลจะมีนโยบายตัดงบประมาณจังหวัด เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานส่วนภูมิภาคในพื้นที่ แต่เรากลับพบว่างบจังหวัดที่ตัดไม่ได้กระจายไปสู่ท้องถิ่น แต่ถูกนำไปใช้โครงการอื่น ๆ ที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ซึ่งรัฐบาลควรต้องมีระบบตรวจสอบธุรกิจนอมินี เราจะมีข้อเสนอว่างบประมาณจังหวัดปราจีนบุรีที่มีอยู่ 44 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 หากสร้างระบบไอที เพื่อบูรณาการข้อมูลตรวจจับธุรกิจนอมินีในพื้นที่ เชื่อว่าจะตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ จะมีการส่งหนังสือข้อสังเกตในนามผู้นำฝ่ายค้าน เหมือนทุกครั้งที่ตนลงพื้นที่รับฟังปัญหาก็มีการออกหนังสือในนามผู้นำฝ่ายค้าน เพราะระบบราชการในปัจจุบันทำตามเอกสาร จึงต้องมีต้นเรื่องเป็นหลังพิงให้กับเจ้าหน้าที่ ส่วนเรื่องที่ต้องผลักดันจากส่วนกลาง อาจจะมีการส่งเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ
ส่วนที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเช่นกันนั้น จริง ๆ เป็นโอกาสดี ขอเชิญชวนถ้ามาลงพื้นที่ด้วยกัน ก็จะเป็นเรื่องดีให้มาเดินด้วยกัน ตนก็จะได้สะท้อนปัญหาในเวทีช่วงเช้าให้นายสุชาติฟัง ถ้ารัฐมนตรีรับปากและนำไปดำเนินการทันทีก็จะเป็นสิ่งที่ดีให้กับชาวปราจีนบุรี
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีหยิบเรื่อง EEC ไปดูแลเอง คาดหวังเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าสิ่งที่ตนและชาวปราจีนบุรีรอฟังอยู่คือผลลัพธ์ เช่น จะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่รู้สึกว่ามีหลังพิงในการเข้าปราบปรามเรื่องสีเทา ลำพังหน่วยงานในพื้นที่ทำไม่ได้ นอกเหนือจากรัฐบาลส่วนกลาง รัฐมนตรีหรือตัวนายกรัฐมนตรีเองที่ต้องมีความกล้าหาญใช้อำนาจของตัวเองเป็นหลังพิงให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งตนคิดว่าเริ่มจากตรงนี้ก่อน