ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง 50 ล้านบาท สมัยเป็น นายก อบจ.สงขลา ชี้ ใช้อำนาจตรวจสอบตามหน้าที่ ไม่พบกลั่นแกล้งบริษัทเอกชน
วันนี้ (18 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ 1 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา
คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 9 ปี และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 5 ปี ต่อมา จำเลยยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ได้ประชุมปรึกษาหารือพยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยให้การว่า ไม่เคยรู้จัก บริษัทคู่สัญญามาก่อนและการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยมาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำเลยจึงไม่มีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว หรือการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะต่าง ๆ ในการทำหน้าที่ตรวจสัญญาหรือตรวจรับพัสดุสิ่งของ การรับมอบพัสดุ การเบิกจ่ายตามสัญญาจัดซื้อ จัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคัน และรถทั้งสองคันมิใช่รถที่ประกอบ สำเร็จรูปจากโรงงาน แต่มีการนำชิ้นส่วนจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน และมีมูลค่าสูง 50.8 ล้านบาท โดยไม่มี รายละเอียดของคณะกรรมการว่าได้มีทดสอบระบบต่าง ๆ ทางด้านเทคนิคว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่
จำเลยเกรงว่าจะมีประเด็นความผิดหากรถดังกล่าวมีปัญหา จึงมีคำสั่งให้นำรถดังกล่าวไปทดสอบก่อน เพื่อความรอบคอบ ซึ่งพยานผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าจำเลยสามารถทำได้ ไม่ได้แทรกแซงหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ และหากภายหลังปรากฏความเสียหาย จำเลยต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา การกระทำในส่วนนี้จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นความผิดการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อมาว่า ภายหลัง บริษัทคู่สัญญาจดทะเบียนรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว แต่จำเลยไม่อนุมัติฎีกาเบิกจ่ายค่าซื้อรถทั้งสองคันให้แก่บริษัท เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายและทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาไม่อาจใช้รถดังกล่าวได้ตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อหรือไม่ เห็นว่า ทางอบจ.สงขลา ได้ทำหนังสือแจ้งกับบริษัทแล้วว่า จะทำการทดสอบรถดังกล่าวก่อน ประกอบกับภายหลังมีบริษัทแห่งหนึ่งได้ทำหนังสือร้องเรียนเรื่องการฮั้วประมูลซื้อรถดังกล่าวอย่างไม่ถูกต้อง จนมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมแจ้งกับบริษัทคู่สัญญาว่าจะเร่งรัดการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว หากไม่เป็นไปตามข้อร้องเรียนจะเร่งรัดเบิกจ่ายเงินให้โดยเร็วที่สุด
อีกทั้งปรากฎข้อเท็จจริงว่า หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินได้เสนอฎีกาให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทคู่สัญญา ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน คงมีเพียงแต่บันทึกข้อความ ลงวันที่ 11 ก.พ.57 บริษัทคู่สัญญาได้ส่งมอบงานจ้าง และคณะกรรมการตรวจรับ ได้ทำการตรวจรับไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ใบตรวจรับไม่ใช่ฎีกาและใช้แทนฎีกาไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยระเบียบการเบิกจ่ายตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย แต่หยิบยกเอาพฤติการณ์ของจำเลยซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมาวินิจฉัยแทน ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย
ส่วนที่มีพยานระบุว่า เหตุที่จำเลยไม่อนุมัติให้จ่ายเงินแก่บริษัทคู่สัญญา เป็นเพราะมีการเรียกรับเงินสินบนนั้น เห็นว่าไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย ยกฟ้องจำเลย