ขีดเส้น 7 วัน คืนเส้นทางที่ถูกตัดขาด “เจเศรษฐ์” สั่งเร่งฟื้นฟู “ปัว” ให้ครบทุกมิติ กั้นคันน้ำ–จ่ายประปา–ไฟฟ้า ให้ชาวบ้าน กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
วันนี้ ( 22 ส.ค. 6 9) นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ติดตามสถานการณ์ และสั่งการเร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยแบบครบทุกมิติ ระดมกำลังจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ทั้งเครื่องจักร รถบรรทุกน้ำ กำลังคน และทรัพยากรที่จำเป็น เข้าสนับสนุนภารกิจอย่างเต็มกำลัง พร้อมกำหนดเป้าหมายให้การฟื้นฟูเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนกลับเข้าบ้านและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
ในพื้นที่ตำบลปัวได้รับผลกระทบรวม 11 หมู่บ้าน บางจุด ถนนได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีถนนขาดเป็นระยะทางประมาณ 10 เมตร และมีความสูงของแนวถนนประมาณ 4 เมตร จนไม่สามารถสัญจรได้ จึงกำชับให้เร่งระดมเครื่องจักรและกำลังจากทุกหน่วยงานเข้าฟื้นฟู พร้อมขีดเส้น 7 วัน ให้เร่งดำเนินการในส่วนของเส้นทางที่ได้รับความเสียหาย ให้กลับมาใช้การโดยเร็วที่สุด เพราะถนนคือเส้นทางสำคัญที่ประชาชนใช้เดินทางและเป็นช่องทางในการขนส่งสิ่งของช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่
รวมถึงสั่งการให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระดมเครื่องจักรและรถบรรทุกน้ำขนาดใหญ่ เข้าพื้นที่ นำน้ำจาก อ่างเก็บน้ำนิวซีแลนด์ มาใช้สนับสนุนภารกิจทำความสะอาดบ้านเรือน ขณะเดียวกัน ให้ อบต.ในพื้นที่และ อบต.ข้างเคียง ระดมรถบรรทุกน้ำ เข้ามาช่วยแบ่งจ่ายน้ำและสนับสนุนภารกิจฉีดล้างโคลน ทำความสะอาดบ้านเรือนให้กับประชาชน เพื่อให้สามารถฟื้นฟูบ้านและกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วที่สุด
ด้านระบบสาธารณูปโภค กำชับผู้นำในแต่ละพื้นที่เร่งสำรวจ ระบบประปาหมู่บ้าน และประสานช่างจากการประปาส่วนภูมิภาค เข้าตรวจสอบและเร่งฟื้นฟูระบบให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว ส่วนระบบไฟฟ้า ในจุดที่มีปลั๊กหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าถูกน้ำท่วม ต้องตรวจสอบความปลอดภัยก่อนจ่ายไฟกลับเข้าระบบ พร้อมกำชับหน่วยงานไฟฟ้าเร่งดำเนินการฟื้นฟูและจ่ายไฟในพื้นที่ที่มีความพร้อมโดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ ได้จัด รถผลิตไฟฟ้าและรถชาร์จไฟเคลื่อนที่ ลงให้บริการบริเวณที่ว่าการอำเภอปัว เพื่อให้ประชาชนสามารถนำโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์จำเป็นมาชาร์จไฟได้ โดยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนนำ ปลั๊กสามตาและสายชาร์จของตนเอง มาใช้บริการ เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยเน้นย้ำให้พื้นที่ดูแลเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนอย่างดีที่สุด ทั้ง ข้าว น้ำ อาหาร และที่พัก โดยกำชับว่า “คนที่มาช่วยต้องดูแลให้เหมือนลูกเหมือนคนในครอบครัว” เพราะทุกคนคือกำลังสำคัญในการเร่งฟื้นฟูพื้นที่และช่วยเหลือประชาชน
นอกจากนี้มท.3 ขี่รถจักรยานยนต์วิบากติดตามเจ้าหน้าที่ และกำนัน เพื่อเข้าถึงจุดที่ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางสภาพเส้นทางที่ได้รับความเสียหายและการเดินทางที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ก่อนตรวจสอบสภาพพื้นที่และรับฟังปัญหาจากผู้นำและประชาชนโดยตรง พร้อมสั่งการเร่งด่วนในพื้นที่ บ้านราษฎร์พัฒนา หมู่ 4 ตำบลวรนคร อำเภอปัว หลังได้รับรายงานจากกำนันว่า ปริมาณน้ำใน “ลำน้ำขว้าง” ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำจำนวนมากจนกระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางและไหลออกจากแนวทางน้ำหลัก ส่งผลให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชน
โดยลำน้ำขว้างมีเส้นทางไหลไปรวมกับ “ลำน้ำปัว” ก่อนจะไหลต่อไปยังแม่น้ำน่าน มท.3 จึงสั่งการให้เร่งกั้นแนวป้องกันหรือทำคันกั้นน้ำ เพื่อปรับและบังคับทิศทางกระแสน้ำให้กลับเข้าสู่ทางน้ำหลัก ลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าชุมชน และเปิดทางให้ประชาชนสามารถกลับเข้าบ้านเพื่อทำความสะอาดและฟื้นฟูบ้านเรือนได้โดยเร็ว
พร้อมกำชับให้ใช้กำลังจาก ทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชน ระดมเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ และกำลังคนเข้าดำเนินการ โดยไม่จำกัดว่าเป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลเร็วที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน