ห้องข่าวภาคเที่ยง - เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมพยานหลักฐานกล้องวจรปิด และหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ วางระเบิด-วางเพลิงเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง ที่จังหวัดปัตตานี คาดใช้กลุ่มหน้าขาว ไม่มีหมายจับ ร่วมก่อเหตุ
ช่วง 21.00 น. เมื่อคืนที่ผ่านมา คนร้ายราว 15 คน บุกเข้าไปจับพนักงานรักษาความปลอดภัยของ เทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี จากนั้นกระจายกำลังกัน ลอบเข้าไปวางเพลิงในสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง พร้อมโรงจอดรถ เสียหาย 4 คัน ได้แก่ รถดับเพลิง 1 คัน รถขนขยะ 1 คัน รถกระบะ 1 คัน และ รถกู้ชีพ 1 คัน นอกจากนี้คนร้าย เข้าไปลอบวางเพลิงภายในอาคารทำให้อุปกรณ์สำนักงานได้รับความเสียหายด้วย และยังวางระเบิดแสวงเครื่องไว้ที่ป้อมยาม แรงระเบิดทำให้ป้อมยามได้รับความเสียหาย มีเศษสะเก็ดระเบิดกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าดับเพลิง เข้าระงับเหตุ ก่อนควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังอาคารสำนักงานเทศบาลฯไว้ได้
ขณะที่หน่วยงานความมั่นคง แจ้งเตือนไปยังสถานที่ราชการต่าง ๆ รวมทั้งหน่วยทหารและตำรวจในพื้นที่ ให้เพิ่มเผ้าระวังสถานที่และฐานที่มั่น หลังพบว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังเคลื่อนไหวก่อเหตุกับสถานที่ราชการและแหล่งเศรษฐกิจ เพื่อทำลายความเชื่อมั่นของทางภาครัฐ
ขณะที่ เช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงปิดพื้นที่สำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง ไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป เนื่องจากเกรงว่าคนร้ายอาจซุกซ่อนระเบิดไว้ภายในอาคารเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะเข้าตรวจสอบพื้นที่ จีงต้องรอเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานและชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด และเก็บพยานหลักฐานอีกครั้ง
ส่วนการติดตามคนร้าย ขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบหลักฐานทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด และพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เบื้องต้นเชื่อว่านอกจากกลุ่มแนวร่วมชุดเดิมที่เคยก่อเหตุมาแล้ว ก็ยังมีกลุ่มหน้าขาว หรือผู้ให้การสนับสนุนการก่อเหตุ โดยกลุ่มเหล่านี้ไม่มีหมายจับ เพราะทำหน้าที่ดูเส้นทาง และคอยให้การอำนวยความสะดวกเข้ามาก่อเหตุและหลบหนี ซึ่งการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดปัตตานีครั้งนี้ 14 เหตุการณ์ กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้กำลังแล้วไม่ต่ำกว่า 80 คน
ขณะที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้โพสต์ภาพ ข้อความ "หยุดใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ความรุนแรง ไม่ใช่เครื่องมือของการพูดคุย ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือศาสนาใด ล้วนมีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอย่างปกติ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี การใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างแรงกดดัน หรือหวังผลต่อกระบวนการพูดคุย ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และประชาชนไม่ควรถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อการต่อรองในรูปแบบใดทั้งสิ้น หากต้องการพูดคุย ต้องหยุดใช้ความรุนแรง หากยังเลือกใช้ความรุนแรง ย่อมไม่ใช่หนทางสู่สันติสุข เพราะ "สันติสุข" ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากความหวาดกลัว แต่ต้องเริ่มต้นจากการเคารพชีวิต สิทธิ และศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน"