"ยูนิเซฟ" เผยผลสำรวจค่าครองชีพพุ่ง กระทบโภชนาการและการศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก

"ยูนิเซฟ" เผยผลสำรวจค่าครองชีพพุ่ง กระทบโภชนาการและการศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก

View icon 26
วันที่ 25 ส.ค. 2569 | 17.08 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (25 ส.ค. 69) ผลสำรวจผลกระทบค่าครองชีพต่อเด็กและครอบครัวในประเทศไทย ซึ่งยูนิเซฟร่วมกับนิด้าโพลจัดทำขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 พบว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังบีบให้ครัวเรือนที่มีเด็กและเยาวชนต้องตัดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร การศึกษา และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ท่ามกลางราคาสินค้าที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

การสำรวจครั้งนี้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ครัวเรือนที่มีเด็กจำนวน 1,227 ครัวเรือนใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ และพบว่า กว่า 6 ใน 10 ครัวเรือน (ร้อยละ 61) ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะเดียวกัน ผลสำรวจออนไลน์อีกฉบับหนึ่งของยูนิเซฟในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน อายุ 15-24 ปี จำนวน 435 คน ซึ่งจัดทำในช่วงเวลาเดียวกัน ก็สะท้อนแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน โดยร้อยละ 43 ของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจระบุว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อครัวเรือนของตนอย่างมากหรือถึงขั้นวิกฤต

ผลสำรวจเหล่านี้สอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัว โดยเติบโตลดลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรกของปี 2569 เหลือร้อยละ 1.9 ในไตรมาสที่สอง ตามรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การชะลอตัวของเศรษฐกิจทำให้ครัวเรือนต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากรายได้ที่ลดลงและภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไม่เท่ากันในแต่ละภูมิภาค  ครัวเรือนในภาคเหนือระบุว่าได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพหนักที่สุด แต่กลับมีเพียงร้อยละ 17 เท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือ ขณะที่ครัวเรือนในกรุงเทพฯ เกือบทั้งหมดระบุว่าได้รับการช่วยเหลือแล้ว

ส่วนเยาวชนที่มีความพิการหรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพก็ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น โดยเกือบ 2 ใน 3 (ร้อยละ 63) ระบุว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เทียบกับร้อยละ 39 ในกลุ่มที่ไม่มีความพิการหรือข้อจำกัดด้านสุขภาพ

“เบื้องหลังตัวเลขทุกตัวคือการตัดสินใจที่ยากลำบากของครอบครัวที่ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละวัน และต้องตัดสินใจว่าจะลดค่าใช้จ่ายส่วนไหนลง” นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “สำหรับบางครอบครัว สิ่งที่ต้องลดลงอาจเป็นคุณภาพของอาหาร สำหรับบางครอบครัวอาจเป็นค่าเดินทางไปโรงเรียน อุปกรณ์การเรียน หรือโอกาสในการเรียนรู้ของบุตรหลาน”

นายเลกินส์กล่าวเสริมว่า “สำหรับเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อย ความกดดันนี้ยังมาพร้อมกับความเครียดและความกังวล เมื่อเห็นว่าครอบครัวกำลังเผชิญความยากลำบาก แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มทรงตัว แต่ครอบครัวยังคงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่ เราจึงต้องทำให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือไปถึงครอบครัวที่ต้องการมากที่สุด เพื่อไม่ให้แรงกดดันทางการเงินกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐานของเด็กและครอบครัว ทั้งการศึกษา โภชนาการ สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงสุขภาพจิต”

ผลกระทบด้านโภชนาการเป็นประเด็นหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด โดยมากกว่า 4 ใน 5 ครัวเรือนที่มีเด็กระบุว่าค่าครองชีพที่สูงขึ้นส่งผลต่อคุณภาพหรือปริมาณอาหารที่บุตรหลานได้รับประทาน เนื่องจาก หลายครอบครัวจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารหรือเปลี่ยนไปซื้ออาหารที่มีราคาถูกลง

ค่าเดินทางก็เป็นอีกหนึ่งภาระสำคัญ โดย เกือบ 9 ใน 10 ครัวเรือนระบุว่าค่าเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละวันยากขึ้น รวมถึงค่าเดินทางไปโรงเรียนของเด็ก ขณะที่เยาวชนที่ตอบแบบสำรวจระบุว่า ค่าเดินทางเป็นค่าใช้จ่ายที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันมากที่สุด

ครอบครัวยังระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลานเป็นอีกหนึ่งภาระที่เพิ่มขึ้น โดยเกือบ 3 ใน 4 ของครัวเรือนระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงขึ้น ขณะที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 52) ของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจระบุว่า ครอบครัวต้องลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา เช่น ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ต่าง ๆ ค่าเรียนพิเศษ กิจกรรม และอุปกรณ์การเรียน

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ยังส่งผลต่อสุขภาวะด้านจิตใจของเด็กและเยาวชนด้วย โดยพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนระบุว่า บุตรหลานมีความเครียดหรือความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ขณะที่ร้อยละ 64 ของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจระบุว่า รู้สึกเครียดหรือกังวลมากขึ้นจากแรงกดดันด้านการเงิน

สำหรับเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อย ความกดดันจากค่าครองชีพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และส่งผลต่อความรู้สึก การรับมือกับสถานการณ์ และมุมมองที่มีต่ออนาคต

“เด็กและเยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น แต่เราต้องใช้ชีวิตและเติบโตไปพร้อมกับมันจริง ๆ เราต้องคอยกังวลว่าวิกฤตเหล่านี้จะส่งผลต่ออนาคตของเราอย่างไรบ้าง” พลาธิป พิมพ์สุวรรณ สมาชิกคณะที่ปรึกษาเยาวชน องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว

เมื่อไม่นานมานี้ พลาธิปได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการศึกษา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อการเข้าถึงกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของนักเรียนและนักศึกษา โดยเขากล่าวว่า “เยาวชนไม่ควรถูกถามเพียงว่าวิกฤตนี้ส่งผลต่อเราอย่างไร แต่เราควรมีสิทธิ์มีเสียงในการร่วมค้นหาทางออกด้วย”

เมื่อถามถึงมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ครึ่งหนึ่งของเยาวชนระบุว่า เงินสดหรือการสนับสนุนรายได้จะเป็นประโยชน์มากที่สุด ขณะเดียวกัน เยาวชนยังเรียกร้องให้มีมาตรการที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวโดยตรง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าอาหาร และค่าสาธารณูปโภค

แม้รัฐบาลจะมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา แต่ครอบครัวที่มีเด็กยังต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ยูนิเซฟจึงเสนอให้เพิ่มการสนับสนุนสำหรับครอบครัวที่มีเด็กและเยาวชน เช่น การเพิ่มเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการเพิ่มการสนับสนุนผ่านเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

โดยยูนิเซฟพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการช่วยให้ครอบครัวเข้าถึงความช่วยเหลือที่จำเป็น เพื่อไม่ให้แรงกดดันทางการเงินในวันนี้กระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดี โอกาส และอนาคตของเด็กในประเทศไทย