ศาลฎีกา ไต่สวนนัดแรกคดี 44 อดีต สส. ก้าวไกล ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง พยาน ป.ป.ช. เบิกความ ยันยึดลงชื่อแก้ ม.112 ไม่แยกพฤติการณ์ ยอมรับเพิ่มถ้อยคำฟ้อง สนับสนุน-เห็นด้วยยกเลิก ม.112
วันนี้ (25 ส.ค.69) ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลนัดไต่สวนพยานนัดแรกคดีหมายเลขดำที่ คมจ.1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล
วันนี้ ผู้ร้องได้นำนายยุทธภูมิ พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. เบิกความเป็นพยานปากแรก ระบุว่า พยานเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเข้ามา โดยการสอบอดีต สส.ของพรรคก้าวไกล 9 คนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อว่า หลังจากที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่และเปลี่ยนเป็นพรรคก้าวไกล มีกลุ่มเยาวชนออกมาเรียกร้องแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งบางส่วนเริ่มถูกดำเนินคดี ม.112 จนพรรคก้าวไกลได้ประชุมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องมาตรา 112 แต่พยานไม่ทราบว่าทั้ง 44 คนที่เป็นผู้คัดค้านอยู่ในการประชุมครบทุกคนหรือไม่ และเมื่อมีการเสนอแก้ไขกฎหมายไปยังสภา ก็มีหนังสือตีกลับมาว่าร่างแก้ไข ม.112 อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ แต่พรรคก้าวไกลก็ส่งหนังสือรอบที่ 2 ยืนยันว่าการแก้ไข ม.112 ไม่ขัดมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ โดยในการลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 มี สส.ลงชื่อ 44 คน ไม่ได้ลงชื่อ 9 คน
นายยุทธภูมิ เบิกความอีกว่า ที่ผ่านมา ม.112 เคยมีการแก้ไขแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2519 เพื่อคุ้มครองสถาบันฯ ให้มั่นคงสอดคล้องกับสภาวะขณะนั้น โดยการแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงได้มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล
ต่อมา นายยุทธภูมิ ได้ตอบคำถามผู้คัดค้านถึงการไต่สวนพยานในชั้น ป.ป.ช.ว่า พยานที่ไต่สวนไม่พบว่ามีการขัดแย้งกับผู้คัดค้านทั้ง 44 คน ส่วนที่พยานไม่เลือกสอบนักวิชาการเพราะเป็นเพียงพยานความเห็น ที่สามารถขัดแย้งกันได้ไม่จบสิ้น
นายยุทธภูมิ เบิกความอีกว่า ขั้นตอนเสนอร่างกฎหมายถือว่าเป็นเอกเทศจากขั้นตอนการตรวจสอบของสภา ซึ่งคดีนี้สาระสำคัญคือหลักการและเหตุผลในการเสนอกฎหมาย ตอนนั้นยังไม่มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลักในการแจ้งข้อหาเรื่องนี้มองว่าองค์ประกอบคือประชาธิปไตยส่วนหนึ่ง และพระมหากษัตริย์ส่วนหนึ่ง การเสนอให้แยก ม.112 ออกจากหมวดความมั่นคงและกำหนดว่าหากมีการวิจารณ์โดยสุจริตสามารถทำได้ มองว่าเปิดโอกาสให้เกิดการไม่บังควร เพราะกว่าที่ศาลจะตัดสินก็ส่งผลให้มีการกระทบกระเทือนเสาหลักของชาติ ที่ผ่านมาในอดีตไม่เคยมีการแก้ไข ม.112 ในเรื่องการยกเว้นโทษ
ทั้งนี้ ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนมีการศึกษาร่างกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันต่างประเทศหมายประเทศ และอ้างอิงข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และยอมรับอีกว่าช่วงนั้นมีการกลั่นแกล้งใช้ ม.112 ในการดำเนินคดีจน คอป.ต้องเสนอแก้ ม.112 ซึ่งทราบจากรายงานมา แต่มองว่าบริบทตอนนั้นและตอนนี้คนละอย่างกัน ช่วงที่ผู้คัดค้านเสนอแก้อ้างเหตุการชุมนุมของเยาวชนและเรื่องในอดีตที่ผ่านมา บริบทในตอนนี้จึงต่างกัน ส่วนคำร้องการไต่สวนในคดีนี้ที่เกี่ยวกับกลุ่มผู้คัดค้านร่วมชุมนุมและยื่นประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 ได้ข้อมูลมาจากคำวินิจฉัยยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยอมรับว่าไม่ทราบในรายละเอียดของแต่ละเคส เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ส่งข้อมูลให้
นายยุทธภูมิ ยังตอบคำถามซักค้านของผู้คัดค้านกรณีการแก้ไขมาตราเกี่ยวกับสถาบันในเรื่องการยกเว้นโทษ และยกเว้นความผิดว่า มาตรา 104 ในสมัยปี 2478 ต่างจาก มาตรา 112 ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องการดูหมิ่น แต่ไม่มีเรื่องการอาฆาตมาดร้าย มองว่าการแก้ไขกฎหมายในสภาสามารถทำได้ แต่ต้องเป็นกฎหมายทั่วไป ที่ผ่านมาไม่เคยมีบทบัญญัติใดที่บัญญัติว่าการเสนอกฎหมายจะมีความผิด
ทั้งนี้ ทราบว่าการยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายของพรรคก้าวไกลครั้งนี้มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยผู้คัดค้านที่ 3 ไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไข ม.112 แต่ที่ลงชื่อเนื่องจากเป็นมติพรรค และมองว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นกระบวนการตามปกติของสภา อีกทั้งไม่มีหลักฐานเรื่องที่ผู้คัดค้านที่ 3 ไปยื่นประกันตัว แต่ได้พิจารณาพฤติการณ์ลงชื่อเสนอแก้กฎหมายเป็นหลัก ในชั้นแจ้งข้อกล่าวหาพยานแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้คัดค้านทั้ง 44 คน มีการสนับสนุนการกระทำความผิด แต่ขณะที่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา มีการเพิ่มถ้อยคำเป็นว่ามีการสนับสนุนและเห็นด้วยในการยกเลิกมาตรา 112 และตามเอกสารไม่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านไม่ได้เสนอเป็นนโยบาลพรรคต่อ กกต. ส่วน สส. 9 คนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ จากการไต่สวนทราบว่าจะถูกกดดัน กีดกันไม่ให้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค ตำแหน่งกรรมาธิการ ไม่ให้ลงสมัคร สส.ในสมัยถัดไป และจำกัดการเข้าถึงกลุ่มไลน์ของพรรค
อย่างไรก็ตาม ภายหลังไต่สวนพยานปากน้ำเสร็จ ผู้ร้องยื่นขอแก้ไขคำร้องเพราะมีการพิมพ์ข้อความคาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ผู้คัดค้านไม่ค้าน ศาลจึงนัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดถัดไปวันที่ 22 ก.ย. 69 เวลา 09.30
นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้านให้สัมภาษณ์ภายหลังการไต่สวนพยานว่า วันนี้มีการไต่สวนพยานผู้ร้อง 1 ปาก โดยเป็นภาพรวมการไต่สวน และรวบรวมพยานหลักฐานของ ป.ป.ช. ซึ่งกลุ่มผู้คัดค้านได้มีข้อโต้แย้งการรวบรวมพยานหลักฐาน และกระบวนการการไต่สวนที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ ส่วนนัดหน้าคาดว่าเป็นการไต่สวนพยานผู้ร้อง คือ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.อีกคนหนึ่ง ที่ร่วมในการไต่สวนคดีนี้ด้วย
เมื่อถามว่า การไต่สวนในวันนี้เห็นอะไรชัดขึ้นหรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า หลังจากการไต่สวนก็มีข้อโต้แย้งจากผู้คัดค้านว่ากระบวนการไต่สวนอาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายและอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน การรับฟังพยานหลักฐานเฉพาะในส่วนที่จะเอาผิด และการสรุปสำนวน
เมื่อถามว่า การที่อดีต 44 สส. มีพฤติกรรมแตกต่างกันไป แต่สำนวนถูกรวมกันในส่วนนี้เป็นข้อต่อสู้หรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า ตนยังไม่ขอยืนยันชัดเจนในประเด็นนี้ แต่เรายืนยันหลักการว่าข้อกล่าวหาทางจริยธรรมจะต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายบุคคลไม่สามารถเหมารวมการกระทำของผู้คัดค้านอีกคนมารวมกับอีกคนได้