รวบชายวัย 37 ปี เจ้าของบัญชีม้า แก๊งลวงโลก หลอกเทรดหุ้นทิพย์ ก๊อปปี้เว็บตลาดหลักทรัพย์ฯ อ้างชื่อคนดัง ตุ๋นเหยื่อสูญกว่า 3 ล้านบาท อ้างตกงานรับจ้างเปิดแลกเศษเงินหลักร้อย
วันนี้ (27 ส.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา นายพนัสสรณ์ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 4190/2569 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันกระทำโดยทุจริต หรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน , เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจกรรมที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าบ้านพักแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.บ้านใหม่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
สืบเนื่องจากประมาณปลายปี 2568 กลุ่มผู้เสียหายซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและนักลงทุนหน้าใหม่ ได้รวมตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. หลังถูกแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์หลอกลวงให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นของ บริษัทแห่งหนึ่งบนเว็บไซต์ปลอมเลียนแบบหน้าจอแสดงผลจริงของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและสูญเงินรวมกันกว่า 3 ล้านบาท
จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการนี้มีแผนประทุษกรรมที่เป็นระบบ โดยเริ่มต้นจาก สร้างความน่าเชื่อถือลวงโลก มิจฉาชีพได้สร้างเพจเฟซบุ๊กปลอม และบัญชีไลน์ปลอม นำตราสัญลักษณ์ ภาพถ่ายผู้บริหาร และข้อมูลเชิงพาณิชย์ของบริษัทขนาดใหญ่มาตัดต่อโฆษณา อ้างเป็น “โครงการลงทุนระยะสั้น” หรือ “กองทุนปันผลสูง” เพื่อมุ่งเป้าหลอกลวงกลุ่มผู้สูงอายุและนักลงทุนมือใหม่ที่เชื่อมั่นในชื่อเสียงของบริษัท
เมื่อเหยื่อเริ่มหลงเชื่อ คนร้ายจะเริ่มกลยุทธ์ วางเหยื่อล่อให้ตายใจ ในช่วงแรกที่ผู้เสียหายลงทุนหลักพันถึงหลักหมื่นบาท ระบบปลอมจะยอมให้ถอนเงินต้นและผลกำไรได้จริง เพื่อสร้างความไว้วางใจและกระตุ้นความโลภให้เหยื่อเริ่มระดมเงินเก็บก้อนใหญ่หรือไปหยิบยืมเงินคนใกล้ชิดมาลงทุนเพิ่ม
กระทั่งเข้าสู่ขั้นตอน เชิดเงินหนีเมื่อเหยื่อทุ่มก้อนใหญ่ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อทุ่มเงินลงทุนหลักแสนถึงหลักล้านบาท ระบบจะเริ่มปฏิเสธการถอนเงิน พร้อมทั้งอ้างเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ต้องโอนเงินจ่ายภาษีเพิ่ม, บัญชีถูกล็อกเนื่องจากทำผิดกติกา หรือต้องวางเงินค้ำประกันพอร์ตเพิ่ม และเมื่อผู้เสียหายหมดเงินหรือไม่ยอมโอนเงินต่อ มิจฉาชีพจะบล็อกทุกช่องทางการติดต่อและปิดเว็บไซต์หนีทันที
นอกจากนี้ กลุ่มคนร้ายยังใช้แผนการ ฟอกเส้นทางเงินผ่านบัญชีม้า เงินลงทุนทั้งหมดไม่ได้ถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทนิติบุคคลจริง แต่ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารชื่อบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่กลุ่มมิจฉาชีพจ้างเปิดไว้ เพื่อตัดตอนเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปอศ. ได้รวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบเส้นทางการเงิน จนทราบว่า นายพนัสสรณ์ ผู้ต้องหา เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่รับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหาย จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหมายจับ ภายหลังสืบทราบว่าหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี จึงได้นำกำลังเพื่อติดตามจับกุมจนสามารถจับกุมได้ในที่สุด
ต่อมาได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งทำการสอบสวนขยายผลทางคดีเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการรายอื่น ๆ ทั้งกลุ่มผู้ร่วมขบวนการสายข้อมูล และกลุ่มผู้จัดหาบัญชีธนาคารม้าที่ยังคงหลบหนีอยู่ นำตัวมาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายต่อไป
จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนตกงานและขัดสนเรื่องเงินทอง มีคนใกล้ตัวขอร้องให้ช่วยเปิดบัญชีธนาคาร อ้างว่าจะเอาไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจเล็ก ๆ ถูกกฎหมายไม่มีปัญหาแน่นอน ด้วยความไว้ใจและต้องการเงินค่าจ้างเพียงหลักร้อยถึงหลักพันบาทมาประทังชีวิต จึงยอมเปิดบัญชีให้ไป โดยไม่ทราบว่าจะถูกนำไปใช้โกงเงินผู้เสียหาย