ตำรวจไล่ล่าดุเดือด รวบแก๊งยาเสพติดผสมพันธุ์สแกมเมอร์คาตู้กดเงินสด หลอกขายโกคาร์ตทิพย์-สารพัดสินค้า มีแต่คลิป ไม่มีของ เงินเหยื่อไหลเข้าบัญชีม้า ตระเวนกดเงินวันละ 1-5 แสนบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. สืบสวนขยายผลกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดย่านทุ่งครุ ได้พบเบาะแสถึงชาย-หญิงคู่หนึ่ง ระหว่างการสืบสวนสะกดรอยเพื่อทำการจับกุม ชุดสืบสวนกลับพบพฤติกรรมพกเงินสดจำนวนมาก แล้วตระเวนทำธุรกรรมไปทั่ว โดยตระเวนถอนเงินจนมีเงินสดเต็มกระเป๋าสะพาย และจะก้มแช็ตสนทนาในโทรศัพท์เกือบตลอดเวลา ลักษณะมีคนคอยสั่งการผ่านโทรศัพท์
จากนั้นทำการสืบสวนแกะรอยสามีภรรยาคู่นี้โดยละเอียด จนได้ค้นพบว่าสามีภรรยาคู่นี้เป็นหัวใจสำคัญที่อยู่ในประเทศไทยของแก๊งสแกมเมอร์ ในประเทศเมียนมา โดยทั้งคู่มีหน้าที่ทำธุรกรรมให้กับระดับบอส โดยการตระเวนถอนเงินแบบไม่ใช้บัตร ก่อนรวบรวมแล้วฝากเงินสดเข้าไปยังบัญชีม้าตามคำสั่งของบอส กระทั่งติดตามมาจนถึงถนนพระราม 2 ซอย 47 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม. นายบุณยวัฒน์ อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พยายามทำธุรกรรมถอนเงินสดที่บริเวนตู้เอทีเอ็ม จึงทำการจับกุมตัว
ขณะเดียวกัน น.ส.ลลิตา อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งนั่งรอสังเกตการณ์อยู่บนรถยนต์เก๋ง ได้กระโดนจากเบาะข้างคนขับมาเป็นที่ผู้ขับ ก่อนเหยียบคันเร่งหนีฝ่าการจับกุมเจ้าหน้าที่ไป เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด จากนั้นขับฝ่าไฟแดง แหกโค้งชนกับรถจักรยานยนต์ของประชาชนจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนขับไปแอบในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กทม. และเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ในที่สุด
จากการตรวจค้นรถยนต์เก๋งที่ใช้ขับหลบหนี พบยาเสพติดประเภทไอซ์ และ อุปกรณ์การเสพอยู่ภายในรถ โดยภายหลังการจับกุมได้มีการขยายผลไปเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ภายในซอยประชาอุทิศ 33 แยก 10 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กทม. ผลการตรวจค้นพบ น.ส.นาคตยา อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 3 และเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ตรวจค้นพบของกลางเคตามีน และสลิปการถอน/ฝากเงินจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลพบข้อมูลที่น่าตกใจ เนื่องจากแก๊งสแกรมเมอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบจากเดิม โดยปัจจุบันเลือกใช้วิธีการใช้ม้าตระเวนถอนเงินแบบไม่ใช้บัตร โดยผู้สั่งการจะส่งภาพคิวอาร์โค้ด หรือรหัสถอนเงินสดผ่านเทเลแกรมหรือแอปพลิเคชันไลน์ ให้ผู้ต้องหานำไปสแกน ป้อนหน้าตู้เอทีเอ็ม แทนการใช้บัญชีม้ามาแสกนหน้าเพื่อโอนเงินแบบเดิม
พล.ต.ต.ธีรเดช เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ทำการสืบสวนเป็นเวลาหลายวัน จนพบพยานหลักฐานยืนยันว่ากลุ่มบัญชีม้าที่สามีภรรยาคู่นี้ตระเวนทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม ล้วนถูกผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ (Case id) ไว้จำนวนมาก โดยทั้งหมดล้วนเป็นแผนประทุษการถูกหลอกลวงแบบใหม่ โดยหันมาใช้แผนประทุษกรรมแบบกินน้อย แต่กินนาน ด้วยการเปิดเพจปลอมขายสารพัดสินค้าในชีวิตประจำวัน
สำหรับวิธีการกระทำผิดคนร้ายโดยใช้ช่องทาง TikTok โฆษณาขายรถโกคาร์ตในราคาถูก ภายในช่องมีทั้งคลิปวิดีโอรถโกคาร์ตหลายรุ่น คลิปวิดีโอทดลองขับ และภาพสินค้าจำนวนมากถูกโพสต์อย่างต่อเนื่อง จนดูเสมือนเป็นร้านค้าที่มีสินค้าพร้อมจำหน่ายจริง ประกอบกับราคาที่จูงใจ ทำให้มีประชาชนสนใจติดต่อสอบถาม และตัดสินใจโอนเงินสั่งซื้อ แต่หลังโอนเงินกลับไม่มีสินค้าส่งมา ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพนำคลิปวิดีโอจากหลายแหล่งมารวบรวมไว้ในช่องของตัวเอง สร้างภาพให้ดูเหมือนมีสินค้าจำนวนมากพร้อมจำหน่าย ก่อนใช้ราคาที่จูงใจหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน มีคลิปวิดีโอจริง แต่ไม่มีของ
นอกจากนี้ กลุ่มดังกล่าวยังใช้วิธีเดียวกันหลอกขายสินค้าอีกหลายประเภท โดยเปลี่ยนสินค้าไปตามความสนใจของประชาชน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือวิธีการหลังผู้เสียหายโอนเงิน โดยเงินจะถูกโอนเข้าสู่บัญชีม้าที่ขบวนการเตรียมไว้ จากนั้นเครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทยจะคอยเฝ้ายอด สลับกันตระเวนถอนเงินจากหลายจุด นำเงินสดจากหลายบัญชีมารวบรวม ก่อนนำกลับไปฝากผ่านเครื่อง CDM/ATM+ เพื่อเคลื่อนย้ายเงินต่อไปอีกทอดหนึ่ง และชุดสืบสวนสะกดรอย ติดตามเส้นทางดังกล่าวต่อไปจนพบว่าปลายทางเงินถูกนำไปซื้อทองคำ
พล.ต.ต.ธีรเดช บอกอีกว่า เรื่องนี้เริ่มจากการสั่งการให้ชุดสืบสวนเฝ้าระวังการลักรอบจำหน่ายยาเสพติดทางออนไลน์ พบพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงไปถึงความเสียหายของประชาชนจำนวนมาก ผู้เสียหายบางคนเสียเงินหลักร้อยบาท บางคนหลักพันบาท และหลักหมื่นบาท ถ้ามองทีละคนอาจดูไม่มาก แต่เมื่อวิธีเดียวกันถูกใช้กับคนจำนวนมาก เงินเล็กน้อยของประชาชนก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ของขบวนการ แล้วนำเงินที่ได้มาใช้ในการซื้อยาเสพติด
ทั้งนี้ ในชั้นจับกุม นายบุณยวัฒน์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ตนกับแฟนสาวที่ถูกจับกุมด้วย ได้เดินทางไปทำงานเป็นแก๊งแสกรมเมอร์ใน จ.สีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยอยู่ใน แก๊งสแกรมเมอร์แบบฟีลแฟน หลอกลงทุนให้เทรดหุ้น จนมีความชำนาญ ตนเป็นคนที่มีฝีมือจนบอสชาวจีนไม่ปล่อยตัว โดยการหลอกของตนใช้วิธีการทักผิด โดยสร้างตัวตนไลน์ปลอมขึ้นมา ก่อนจะตระเวนหาเบอร์โทรศัพท์ของข้าราชการแล้วแอดไลน์ไปหา แกล้งทักผิด ซึ่งจะเลือกเหยื่อที่เป็นข้าราชการชายที่มีฐานะ แล้วจะแกล้งทำทีทักไปเกี่ยวกับเรื่องบ้านหรือที่ดิน แต่เป็นการทักผิดคน ก่อนจะชวนคุยไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หากคุย 10 คน ก็จะสามารถหลอกได้ 10 คน ค่าตอบแทนที่ได้นอกจากเงินเดือน 18,000 บาท ก็จะมีเปอร์เซ็นต์จากยอดที่หลอกได้ 10-15%
นายบุณยวัฒน์ บอกอีกว่า ทำงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี กระทั่งได้เกิดความไม่สงบที่ชายแดน จึงขอกลับ แต่บอสชาวจีนกลัวว่าตนจะไม่กลับมาทำอีก จึงให้วางเงินสดจำนวน 900,000 บาท ไว้เป็นประกันว่าจะกลับมาอีก แต่ก็ตัดสินใจยอมเสียเงินกลับมาประเทศไทย โดยเหลือเงินกลับมาเพียง 200,000 บาท เมื่อกลับมาเปิดร้านขายหมูปิ้งก็เจ๊ง จึงได้ติดต่อไปหาพี่คนหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกันในแก๊งสแกรมเมอร์ ซึ่งปัจจุบันพี่คนนี้เป็นระดับบอสในฝั่งประเทศเมียนมา กระทั่งได้เริ่มมาทำงานเป็นม้าคอยกดเงินตามตู้เอทีเอ็ม วันละตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 500,000 บาท จนมาถูกจับในครั้งนี้
นายบุณยวัฒน์ บอกด้วยว่า รูปแบบการหลอกจะถูกเปลี่ยนไปตลอด ซึ่งปัจจุบันวิธีการหลอกต่าง ๆ การโยกเงินต่าง ๆ คนจีนไม่ได้คิด แต่เป็นคนไทยที่เป็นคนคิด เพราะคนไทยหลายคนก็ก้าวขึ้นเป็นระดับบอสที่เทียบเท่าคนจีนแล้วหลายคนในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ตอนนี้จะย้ายฐานจากประเทศกัมพูชามาที่ สปป.ลาว และ เมียนมา