สาววัย 18 ปี โร่แจ้งความ เที่ยวบาร์โฮสต์ ไม่มีเงินจ่าย 6 หมื่นบาท ยอมโกนหัวโล้นชดใช้ ถูกโพสต์คลิปประจาน ผู้จัดการร้านเผยปลอมแปลงบัตรประชาชนมาใช้บริการ อายุ 20 ปี เลยปล่อยเข้า ยันไม่ได้ทำร้าย ใช้เส้นผมแทนเงินที่ต้องจ่าย
จากกรณี “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” โพสต์เรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมติดแฮชแท็ก #โดนโกนหัวที่บาร์โฮสต์ หลังมีหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง คาดว่าอายุอาจจะยังไม่ถึง 20 ปี ที่มีพฤติกรรมชอบเที่ยวบาร์โฮสต์หลายแห่ง แต่กลับมีพฤติกรรมไม่ยอมจ่ายเงิน หลังจากนั้นก็ปรากฏคลิปวิดีโอผู้จัดการร้านบาร์โฮสต์ ใช้ปัตตาเลียนโกนศีรษะลูกค้าสาว หลังจากโกนเสร็จได้นำตัวหญิงสาวไปโรงพักและแจ้งความว่า ผู้หญิงคนนี้กินแล้วไม่จ่าย
ล่าสุดวันนี้ (28 ส.ค. 69) น.ส.ฟ้า (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี แม่ของ น.ส.หมวย (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี ผู้เสียหาย เดินทางดข้าแจ้งความที่ สน.บางยี่ขัน ก่อนเปิดเผยว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 25 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 06.00 น. ซึ่งมีเบอร์แปลกโทรศัพท์เข้ามาหาแม่ แต่แม่ไม่ได้รับสาย ทางร้านก็เลยใช้โทรศัพท์ของลูกส่งข้อความมาบอกว่า “รับสายหน่อยแม่” แม่ก็ถามกลับไปว่ามีเรื่องอะไร เขาก็ส่งเสียงมา บอกว่าน้องไปซื้อดื่มไว้ประมาณ 60,000 บาท แต่ไม่มีเงินจ่าย
ตอนนั้นแม่ก็บอกไปว่า ถ้าอย่างนั้นก็ให้เป็นไปตามกฎหมาย แล้วแม่ก็ขอคุยกับผู้จัดการร้านก่อน ทางร้านก็คุยกันว่าจะเยียวยาหรือชดใช้กันอย่างไร แม่ก็บอกว่าถ้าผ่อนได้ก็ผ่อน เพราะเงิน 60,000 บาท น้องคงไม่มีเงินก้อนมาจ่ายอยู่แล้ว ต่อมาทางเจ้าของร้านก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นให้น้องมาทำงานเป็นแม่บ้านที่ร้าน แม่ก็บอกว่าถ้าไปทำที่ร้าน ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มันเยอะ น้องอาจจะไม่มีเงินเหลือมาจ่ายหนี้ เลยเสนอว่าถ้าอย่างนั้นมาทำสัญญาที่บ้านแม่ได้ไหม หรือจะไปที่โรงพักเพื่อแจ้งความและไกล่เกลี่ยกันก็ได้
ตอนแรกคุยกันว่าจะผ่อนเดือนละ 3,000 บาท แม่ก็บอกว่าแบบนี้น้องน่าจะพอหาเงินมาจ่ายได้อยู่ แต่หลังจากนั้นไม่รู้ว่ามีอะไรผิดพลาดหรือคุยกันอย่างไร จนประมาณเวลา 10.00 น. เจ้าของร้านโทรศัพท์มาบอกว่า เขาจะยกหนี้ให้ทั้งหมด โดยเป็นการซื้อขายเส้นผมของน้อง จำนวน 60,000 บาท ถือว่าจบกัน ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก ทางแม่ก็ตกลง เพราะเข้าใจว่าถ้าจบกันตรงนี้ก็จบ แม่ยอมรับในเรื่องการซื้อขายเส้นผม แต่แม่ไม่ได้เห็นรายละเอียดในเอกสารที่เขาให้น้องเซ็น และแม่ไม่คิดเลยว่าจะถึงขั้นต้องโกนหัว แม่เข้าใจว่าคงแค่ตัดผมสั้น ๆ เพราะตอนตกลงกันไม่ได้คิดว่าจะโกนจนไม่มีผมเลย เพราะฉะนั้นแม่ถึงได้ยินยอมไป
กระทั่งน้องกลับมาถึงบ้าน ผมน้องไม่มีเลย มีแค่หมวกใบเดียว รองเท้าก็ไม่ได้ใส่กลับมาด้วย ตอนนั้นแม่ก็รู้สึกว่าเรื่องมันไม่เหมือนกับที่แม่เข้าใจไว้ หลังจากนั้นมีเพจหนึ่งโพสต์เรื่องนี้ แล้วมีเพื่อนส่งคลิปวิดีโอที่ลูกถูกโกนหัวมาให้แม่ดู จึงเกิดคำถามว่าทำไมเรื่องมันจบแล้ว แต่ยังมีการเอาไปโพสต์ แล้วคนก็เข้าไปด่าลูกแม่ว่าไม่มีเงินแล้วจะไปเที่ยวทำไม แม่ยอมรับว่าตอนแรกแม่ก็คิดว่าลูกผิด เพราะแม่ไม่รู้มาก่อนว่าลูกไปเที่ยวบาร์โฮสต์ และแม่ก็ไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องตั้งแต่ร้านแรกและร้านที่สอง แต่พอแม่มาเห็นคลิปวิดีโอ แล้วมารู้ว่าน้องถูกทำร้ายด้วย แม่ก็รับไม่ได้
แม่ของผู้เสียหายบอกอีกว่า เมื่อคืนแม่เพิ่งมารู้ว่าน้องถูกทำร้ายร่างกาย แม่ก็เลยดูร่องรอยต่าง ๆ ถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วพาน้องไปตรวจร่างกาย แต่พอจะไปแจ้งความที่โรงพักใกล้บ้าน ตำรวจบอกว่าเหตุเกิดคนละพื้นที่ ก็เลยยังแจ้งที่นั่นไม่ได้ ส่วนเรื่องคลิปวิดีโอ แม่ก็สงสัยว่าทางร้านที่ 2 ซึ่งเป็นร้านที่ยึดโทรศัพท์น้องไป แต่คลิปวิดีโอการโกนหัวเกิดขึ้นที่ร้านที่ 3 แล้วทำไมคลิปวิดีโอถึงถูกเผยแพร่ออกมาได้ ถ้าร้านเอาเรื่องของน้องไปโพสต์เพื่อเตือนว่า น้องคนนี้เคยเข้าไปเที่ยวร้านไหน มีปัญหากับร้านไหน อันนั้นแม่อาจจะยังพอเข้าใจได้ แต่พอเอาคลิปวิดีโอตอนโกนหัวไปโพสต์ แล้วมีคนเข้ามาด่าลูก แม่ทำใจไม่ได้จริง ๆ
แม่ผู้เสียหาย บอกต่อว่า ก่อนหน้านี้น้องไปทั้งหมด 3 ร้าน ร้านแรกน้องไปเอง ส่วนร้านที่ 2 มีโฮสต์มารับถึงหน้าบ้าน วันนั้นแม่ได้ยินว่ามีรถมารับ แต่ไม่ได้ถามว่าลูกจะไปไหน เพราะช่วงนั้นแม่เพิ่งกลับจากขายของ โดยร้านที่ 2 น้องค้างเงินประมาณ 34,000 บาท แล้วทางร้านก็ยึดโทรศัพท์น้องไป มีการทำเอกสารไว้ และบอกให้ไปไกล่เกลี่ยกัน น้องเลยทิ้งเบอร์โทรศัพท์แม่ไว้ เผื่อมีปัญหาให้ร้านติดต่อแม่ แต่ที่ผ่านมาแม่ไม่เคยได้รับการติดต่อจากร้านเลย ถ้าแม่รู้ตั้งแต่ร้านที่ 2 ว่าน้องมีปัญหาเรื่องเงิน แม่อาจจะได้เตือนลูก และลูกอาจจะไม่ไปเที่ยวร้านที่ 3 ต่อ แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครติดต่อแม่เลย จนกระทั่งเช้าวันที่ 25ส.ค. 69 ถึงเพิ่งมีร้านโทรมา
ส่วนตัวแม่ไม่เคยรู้ว่าลูกเป็นคนใช้เงินเกินตัว ปกติน้องก็ไม่ได้มีพฤติกรรมแบบนี้ แม่คิดว่าน้องน่าจะเริ่มจากการเล่น TikTok แล้วไปเจอคอนเทนต์เกี่ยวกับหนุ่มบาร์โฮสต์ พอมีการพูดคุยกัน เหมือนเขาชักชวนให้ไปซื้อดื่ม แล้วน้องก็อาจจะหลงไปกับตรงนั้น เพราะเห็นว่าหนุ่มโฮสต์หน้าตาดี แต่แม่ก็ยอมรับว่าลูกเองก็มีส่วนผิด เพราะเรื่องทั้งหมดน้องไม่เคยเล่าให้แม่ฟังเลย ตั้งแต่ร้านแรกจนมาถึงร้านที่ 2 แม่ไม่รู้ด้วยว่าน้องเอาเงินจากไหนไปเที่ยว เพราะน้องไม่มีรายได้อื่นนอกจากเงินที่แม่ให้ น้องเองก็ไม่ได้เที่ยวกลางคืนบ่อย เพิ่งมาเริ่มช่วง ม.6 เทอม 2 เพราะมีเพื่อนเยอะขึ้น แล้วก็ชวนกันออกไปเที่ยว
ที่ผ่านมาแม่ไม่เคยห้ามเรื่องเที่ยว เพราะแม่ก็เข้าใจว่าเป็นวัยรุ่น แต่แม่จะสอนเสมอว่า ถ้าจะไปเที่ยวก็ต้องรู้จักระวังตัวเอง เที่ยวให้ถูกที่ถูกทาง และต้องรู้ว่าตัวเองอายุเท่าไร ควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร ทางครอบครัวก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร พ่อแม่อยู่กันครบ มีน้อง อยู่บ้านก็กินข้าวด้วยกัน อยากกินอะไรก็มีคนในบ้านดูแล ไม่ได้มีอะไรที่ทำให้น้องขาด หรือมีปัญหาจนต้องออกไปเที่ยวกลางคืน แม่จึงไม่คิดว่าการที่น้องไปเที่ยวครั้งนี้จะเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ และสิ่งที่แม่รับไม่ได้ที่สุดตอนนี้ คือการที่น้องถูกทำร้าย และมีคลิปวิดีโอถูกนำไปเผยแพร่จนถูกคนอื่นเข้ามาด่าประจาน
ด้าน น.ส.หมวย ผู้เสียหาย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่รู้จักบาร์โฮสต์ มาจากการเห็นไลฟ์ของทางร้านใน TikTok ตอนแรกก็รู้จักโฮสต์จากร้านเหล้าแห่งหนึ่งก่อน แล้วเขาก็มาแนะนำเรื่องบาร์โฮสต์ หลังจากนั้นก็เริ่มมีการดื่มออนไลน์ โดยโฮสต์จะทักมาชวนให้ช่วยซื้อดื่ม ดื่มละประมาณ 250 บาท ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะเสียเงินเยอะ เพราะดื่มออนไลน์แต่ละครั้งไม่ถึง 3,000 บาท จากนั้นโฮสต์ก็เริ่มชวนไปที่ร้าน บอกว่าอยากเจอ พอคุยกันก็รู้สึกชอบ รู้สึกหลง ก็เลยตัดสินใจไป ร้านแรกหมดไปประมาณ 13,000 บาท แต่ตอนนั้นยังมีเงินจ่าย และสุดท้ายก็เคลียร์กันได้ โดยโฮสต์มาค้ำประกันให้ว่าเราจะเอาเงินมาจ่ายให้ภายหลัง
ต่อมาร้านที่ 2 มีโฮสต์คนเดิมทักมาชวนอีก บอกว่าอยากให้ไป และถึงขั้นมารับที่หน้าบ้าน ตอนนั้นไปที่ร้านย่านพระราม 3 หมดเงินประมาณ 30,000 บาท แต่ไม่มีเงินจ่าย เพราะตอนนั้นก็ดื่มไปเยอะและเมาด้วย ทางร้านเลยยึดโทรศัพท์เอาไว้ แล้วให้เซ็นเอกสารว่าจะคืนโทรศัพท์เมื่อเอาเงินมาจ่าย โดยเขาให้เขียนทั้งรหัสหน้าจอและรหัสไอคลาวด์ และให้เบอร์โทรศัพท์แม่กับพ่อไว้ติดต่อด้วย แต่แม่ก็ไม่เคยได้รับการติดต่อจากทางร้านเลย
ส่วนร้านที่ 3 ไปวันที่ 24ส.ค. 69 เป็นโฮสต์อีกคนที่คุยกันมานานแล้ว และมีสถานะเหมือนกำลังคบกัน เขาชวนไปเที่ยว ตอนนั้นก็ไปเพราะคิดว่าเป็นแฟนกัน และตัวเองก็รู้สึกว่ารักเขา พอไปถึงร้านก็ดื่มไปเรื่อย ๆ เวลาเมา โฮสต์ก็จะชวนให้เรียกเพื่อนมาดื่ม บางครั้งก็ให้ซื้อเพิ่มทีละหลายดื่ม สุดท้ายยอดออกมาประมาณ 60,000 บาท ตอนเห็นบิลก็ตกใจมาก เพราะไม่มีเงินจ่าย ตอนนั้นพยายามโทรศัพท์หาพี่ก่อน แต่ไม่มีใครรับ เลยโทรศัพท์หาแม่ แต่แม่ก็ไม่ว่าง จึงให้ทางร้านคุยกับแม่แทน แต่ก่อนจะคุยกันก็มีปากเสียงกันก่อน และตนถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าของร้านเป็นคนดึงแขนกระชากขึ้นมา แล้วถามว่าจะเอาอย่างไร ก่อนจะผลักให้ไปนั่งตรงเวที พร้อมกับด่าด้วยคำหยาบ
หลังจากนั้นได้ยินทางร้านคุยกันว่า ถ้าไม่มีเงินก็ให้ใช้วิธีซื้อขายเส้นผม ตอนแรกบอกว่าจะตัดผมแล้วลดหนี้ให้ 3,000 บาท แต่สุดท้ายเปลี่ยนเป็นให้โกนผมทั้งหัว แลกกับการยกหนี้ 60,000 บาท ตอนนั้นร้านเขาให้เลือก 2 ทาง คือระหว่างยอมให้ทำร้ายร่างกายกับโกนผม ตนเลยเลือกโกนผม เพราะกลัวและอยากให้เรื่องจบ คิดว่าถ้าโกนแล้วหนี้หมด ทุกอย่างก็น่าจะจบ จึงยอมเซ็นเอกสาร เพราะรู้ว่าต้องมีการตัดผม แต่ตอนแรกคิดว่าจะตัดแค่บางส่วน หรือทำให้ผมแหว่ง ๆ เพื่อเป็นการลงโทษ ไม่คิดว่าจะโกนจนหมดทั้งหัว พอถึงตอนนั้นก็ห้ามไม่ได้แล้ว เพราะรู้ว่าตัวเองก็มีส่วนผิด
ผู้เสียหาย บอกอีกว่า ส่วนคลิปวิดีโอที่ถูกนำไปโพสต์ ตนไม่รู้มาก่อนว่าจะมีการเอาไปลง ตอนแรกทางร้านบอกแค่ว่าจะลงรูปเพื่อเตือนภัย แต่ไม่ได้บอกว่าจะเอาคลิปวิดีโอตอนโกนหัวไปเผยแพร่ พอเห็นก็รู้สึกตกใจและเสียใจ เพราะมันค่อนข้างรุนแรง หลังจากคลิปวิดีโอถูกเผยแพร่ ตนเข้าไปอ่านคอมเมนต์ทั้งหมด และมีคนเข้ามาต่อว่าแรงมาก ตนยอมรับว่าตัวเองผิดที่ไปเที่ยวโดยไม่มีเงินจ่าย แต่บางข้อความก็แรงเกินไป จนตอนนั้นรู้สึกไม่ไหว และเคยคิดทำร้ายตัวเอง ส่วนเรื่องที่ใช้บัตรประชาชนปลอม ยอมรับว่าเป็นการแก้ไขปี พ.ศ. ในบัตร เพื่อให้สามารถเข้าใช้บริการได้ โดย 2 ร้านแรกมีการตรวจบัตร แต่ร้านที่ 3 ไม่ได้ตรวจเลย
หลังจากเจอเรื่องทั้งหมดนี้ ยอมรับว่าเข็ดแล้ว และยืนยันว่าจะไม่กลับไปเที่ยวบาร์โฮสต์อีก ส่วนโฮสต์ทั้ง 3 คนก็ไม่ได้ติดต่อกันแล้ว และบางคนก็บล็อกไปแล้ว สาเหตุที่ตัดสินใจไปเที่ยวทั้งที่ไม่มีเงิน เพราะตอนนั้นรู้สึกว่ารักเขา และคิดว่าไปเที่ยวด้วยกันคงไม่ต้องเสียเงินเอง แต่พอไปถึงร้านกลับมีการชวนให้ซื้อดื่มหลายครั้ง จนสุดท้ายกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่
ขณะที่ร้านบาร์โฮสต์แห่งหนึ่งในซอยอรุณอมรินทร์ 45 ซึ่งเป็นอาคาร 2 คูหา สูง 3 ชั้น ทางผู้จัดการร้าน เปิดเผยว่า ต้องขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ออกไป โดยวันเกิดเหตุ น้องเข้ามาที่ร้านเวลาประมาณ 2 ทุ่ม และสั่งซื้อดื่มให้โฮสต์หลายคน รวมแล้วกว่า 200 ดื่ม ดื่มละ 250 บาท ทำให้ยอดบิลอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท หลังร้านเช็กบิลตอนเที่ยงคืน น้องบอกว่ายังโอนเงินไม่ได้ ทางร้านก็รอจนถึงประมาณ 8 โมงเช้าของอีกวัน แต่น้องก็ยังหาเงินมาจ่ายไม่ได้ ตนจึงติดต่อแม่ของน้องเพื่อหาทางออก
ผู้จัดการร้าน บอกด้วยว่า ทางร้านมารู้ภายหลังว่าน้องอายุ 18 ปี และมีการแก้ไขบัตรประชาชนเพื่อให้มีอายุถึงเกณฑ์เข้าใช้บริการ โดยทางร้านได้ตรวจบัตรตามปกติ เห็นว่าบัตรอายุ 20 ปี จึงให้เข้าได้ ตอนแรกทางร้านเสนอให้น้องมาทำงานทำความสะอาดเพื่อใช้หนี้ แต่แม่บอกว่าน้องคงทำไม่ได้ สุดท้ายจึงตกลงกันเป็นการซื้อขายเส้นผม เพื่อแลกกับการยกหนี้ 60,000 บาท โดยตนเป็นคนตัดผมให้เอง ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายหรือทำเพื่อความสะใจ แต่ตอนนั้นทั้งเหนื่อยและโมโห เพราะรอเงินมาหลายชั่วโมง และต้องการให้เรื่องจบ โดยมองว่าการตัดผมเป็นการตักเตือน ไม่ให้น้องไปทำแบบนี้กับร้านอื่นอีก
ส่วนกรณีที่น้องบอกว่าถูกทำร้ายร่างกาย ยืนยันว่าไม่ได้กระชากหรือใช้กำลังกับน้องเลย และคนในร้านก็ไม่ได้ทำร้ายเช่นกัน ให้ไปดูคลิปวิดีโอตอนที่ตัดผมน้องก็ได้ ตอนนั้นร่างกายของน้องก็ยังปกติ ไม่ได้มีร่องรอยของการถูกทำร้ายเลย ตนไม่รู้ว่าร่องรอยต่าง ๆ น้องบาดเจ็บหลังจากนั้นหรือไม่ เพราะทางร้านก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นจากอะไรนั้น แต่ยืนยันว่าทางร้านไม่ได้ทำ โดยคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ตนไม่ได้เป็นคนโพสต์ แต่คาดว่าอาจมีการส่งต่อกันภายในกลุ่มของร้าน และยอมรับว่าการถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้จนหลุดออกไป เป็นความผิดพลาดของทางร้าน รู้มาว่าน้องไปติดค่าบริการอีกร้านในจำนวน 30,000 กว่าบาท ซึ่งเขาได้ยึดโทรศัพท์มือถือน้องเอาไว้ ก็ไม่รู้ว่าใครจะโพสต์อย่างไร แต่ยืนยันว่าทางเราไม่ได้โพสต์
ผู้จัดการ บอกด้วยว่า หลังเกิดเรื่องทางร้านพยายามไปพูดคุยและขอโทษครอบครัวน้องถึงบ้าน แต่แม่ยังไม่พร้อมพูดคุย โดยยืนยันว่าหากอีกฝ่ายต้องการไกล่เกลี่ย ทางร้านก็พร้อมเจรจาและรับผิดชอบในส่วนที่ตัวเองผิด อย่างไรก็ตาม ฝากเป็นอุทาหรณ์ถึงคนที่มาเที่ยวบาร์โฮสต์ ว่าควรเที่ยวให้เหมาะกับกำลังเงินของตัวเอง มีเงิน 10,000 บาท ก็ควรใช้แค่ประมาณ 8,000 บาท ไม่ควรเที่ยวจนไม่มีเงินเหลือ แล้วต้องมาเจอปัญหาแบบนี้