CIB จับกุมหญิงหลอกผู้เสียหาย ช่วยตามเงินคืน หลังถูกหลอกซื้อโทรศัพท์มือถือ

CIB จับกุมหญิงหลอกผู้เสียหาย ช่วยตามเงินคืน หลังถูกหลอกซื้อโทรศัพท์มือถือ

View icon 20
วันที่ 30 ส.ค. 2569 | 17.51 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จับกุมหญิงหลอกผู้เสียหายว่าจะช่วยตามเงินคืนให้ หลังผู้เสียหายถูกโกงซื้อโทรศัพท์มือถือผ่านโซเชียล ตุ๋นติดต่อกัน 64 ครั้ง สูญเงินกว่า 8 ล้านบาท

วันนี้ (30 ส.ค.69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นางสาวอมรรัตน์  อายุ 41 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.2237/2568 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น,เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเปิด หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองโดยไม่มีเจตนาใช้เพื่อตน โดยประการที่น่าจะรู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ”  จับกุม บริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
 
โดยพฤติการณ์ของผู้ต้องหา ช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม 2568 มีผู้เสียหายได้สั่งซื้อโทรศัพท์มือถือผ่านเฟซบุ๊ก โดยผู้เสียหายได้ชำระเงินตามจำนวนและช่องทางที่ผู้ขายแจ้งให้ทราบ แต่กลับไม่ได้รับโทรศัพท์มือถือหรือสินค้าที่สั่งซื้อแต่อย่างใด ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกหลอก ต่อมาได้มีบุคคลติดต่อผู้เสียหายผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยอ้างว่าสามารถช่วยติดตามเงินหรือดำเนินการขอเงินที่ถูกหลอกลวงกลับคืนมาได้ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวังว่าจะได้รับเงินที่สูญเสียไปกลับคืนมา จึงหลงเชื่อและพูดคุยติดต่อกับบุคคลดังกล่าว

จากนั้นคนร้ายได้แนะนำขั้นตอนต่างๆ โดยอ้างว่าเป็นกระบวนการสำหรับติดตามหรือขอคืนเงินและให้ผู้เสียหายดำเนินการตามที่แจ้ง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและทำตามขั้นตอนดังกล่าว กลับไม่ได้รับเงินคืนตามที่คนร้ายกล่าวอ้างแต่อย่างใด คนร้ายใช้วิธีการในลักษณะเดียวกัน หลอกลวงผู้เสียหายรวมจำนวน 64 ครั้ง มีมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 8,163,191 บาท

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนและได้รับแจ้งว่านางสาวอมรรัตน์ นั้นหลบหนีมาอยู่กรุงเทพมหานครและกำลังจะเดินทางลงใต้ จึงได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าวบริเวณดังกล่าว พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อนางสาวอรมรัตน์ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนมาตรวจสอบยืนยันพบว่ามีชื่อตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับกุมผู้ต้องหา จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามายัง บก.ปพ. จัดทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การเพิ่มเติมว่าก่อนเกิดเหตุตนได้ให้เพื่อนหญิงชื่อ “เจน” อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ยืมสมุดบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัส ให้กับเพื่อนคนดังกล่าว ซึ่งเป็นเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน หลังจากให้บัญชีธนาคารไปแล้ว ต่อมาตนก็ไม่ได้ติดต่อเพื่อนคนดังกล่าวและมาโดนหมายจับในวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง