เกาหลีเหนือ ระบุ นโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ของสหรัฐฯ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และเกาหลีเหนือยืนยันว่าจะเดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพด้านนิวเคลียร์ต่อไป พร้อมปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์
วันนี้ (31 ส.ค. 69) สำนักข่าว KCNA ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือ กล่าวว่า สหรัฐฯ ยังคงรักษาท่าทีในคำมั่นสัญญาต่อ "การปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์" ของเกาหลีเหนือ ในการวิพากษ์วิจารณ์บันทึกด้านสิทธิมนุษยชนของเกาหลีเหนือ และแผนการฝึกซ้อมทางทหารร่วมของสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
โดยรัฐบาลทรัมป์ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นถึงนโยบายที่เป็นปรปักษ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงในการละเมิดอธิปไตย ระบบการเมือง และผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของเกาหลีเหนือ ซึ่งอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นหลักประกันที่แน่นอนสำหรับการปกป้องอธิปไตย และสถานะนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือจะไม่ถูกลดทอนลงด้วยข้อเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสหรัฐฯ ให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์
นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือ กล่าวว่า การคาดหวังว่าจะมีการผ่อนคลายความตึงเครียดในภูมิภาคนั้นเป็นเรื่อง "ไร้ประโยชน์" และนโยบายของเกาหลีเหนือที่มีต่อสหรัฐฯ นั้น "ไม่มีการเปลี่ยนแปลง"
ถ้อยแถลงดังกล่าวของเกาหลีเหนือ มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้สั่งให้มีการลดขนาดการซ้อมรบประจำปีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ลงอย่างมากในเดือนสิงหาคมนี้ โดยผู้นำสหรัฐฯ อ้างถึง "ความสัมพันธ์อันดีเยี่ยม" ระหว่างตนกับ “คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ พร้อมทั้งอ้างว่าการซ้อมรบดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงและเป็นการส่งสัญญาณที่แสดงความเป็นปรปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ โดยไม่จำเป็น
แม้ว่าทางสหรัฐฯ จะมีการลดขนาดการซ้อมรบลง แต่ “คิม โย-จอง” น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ ได้กล่าวว่า การซ้อมรบดังกล่าวยังคงเป็นการยั่วยุและก้าวร้าว แม้ว่าจะมีการลดขนาดและระยะเวลาลงก็ตาม
ขณะที่กองทัพเกาหลีใต้ ระบุว่า สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีกำหนดจัดการซ้อมรบร่วมระหว่างวันที่ 7-11 กันยายนนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงการประสานงานในการรับมือกับภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้ออกมาประณามการซ้อมรบร่วมสามฝ่ายนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาค