ผู้ว่าฯฉะเชิงเทรา แจงปมสุสานยิว อ.บางคล้า มีคนไทยยื่นขออนุญาต ตรวจสอบพบผิดหลักเกณฑ์ ไม่ต่อใบอนุญาตตั้งแต่ปี 67 ย้ายศพออกแล้ว ปัจจุบันไม่มีศพฝังในพื้นที่
สุสานยิว เมืองแปดริ้ว วันนี้ (3 ก.ย.69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงว่า จากการตรวจสอบพบว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีสุสานที่ไม่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องตามกฎหมาย ในพื้นที่ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า โดยใช้ชื่อสุสาน JEWISH CEMETRY THAILAND มีตัวแทนชาวไทย(ภูมิลำเนาจังหวัดชลบุรี) เป็นผู้ดำเนินการ ยื่นคำขอใบอนุญาตจัดตั้งสุสานและฌาปนสถาน เมื่อปี 2564 และพบว่า เมื่อปี 2566 มีชาวบ้านประมาณ 60 คน ที่มีบ้านเรือนและชุมชนใกล้เคียงกับสุสาน รวมตัวหน้าสุสานคัดค้านไม่ให้นำศพเข้าฝังบริเวณสุสาน
ณ วันที่ชาวบ้านรวมตัวคัดค้าน ทางสุสานจะดำเนินการนำศพเข้ามาฝังที่สุสาน โดยใบมรณบัตรระบุว่าฝังที่สุสานยิว ซึ่งข้อเท็จจริง สถานที่ตั้งสุสานอยู่ใกล้บริเวณชุมชน ประชาชนสัญจรไปมาเป็นประจำ และมีสถานที่อื่น เช่น โรงเรียนบ้านหนองโสน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเสม็ดใต้ ศาลาประชาคม ใกล้พื้นที่ทำการเกษตร เลี้ยงกุ้ง ชาวบ้านจึงรวมตัวคัดค้านไม่ให้มีการก่อสร้างสุสานในพื้นที่โดยเด็ดขาด
อำเภอบางคล้า ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่และข้อเท็จจริง พบว่าสถานที่ก่อสร้างเมื่อ เดือน พ.ย.65 แล้วเสร็จเมื่อเดือน ต.ค.66 และชาวบ้านสันนิษฐานว่า "น่าจะ" มีการนำศพมาฝังแล้ว 1 ศพ เนื่องจากในบริเวณกำแพงรั้ว มีลักษณะหลุมฝังมีดินกลบ และอีก 1 หลุม เป็นลักษณะขุดหลุมสี่เหลี่ยมแต่ยังไม่ได้กลบดิน
จากการตรวจสอบพบว่า สถานที่ตั้งสุสาน ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนด คือ
1. สถานที่อยู่ติดถนนสำหรับประชาชนใช้สัญจรสาธารณะ
2. มีลำรางสาธารณะที่ประชาชนใช้ระบายน้ำลงสู่คลองชลประทานเมื่อเกิดน้ำท่วม
3. มีหลอดน้ำ ใช้ในการส่งน้ำเข้าสู่แปลงพืชสวนของเกษตรกร
4. มีพื้นที่กับแหล่งน้ำ 2 ด้าน
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ก.พ.67 คณะกรรมการกลั่นกรองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสุสานและฌาปนสถาน ร่วมกันพิจารณากลั่นกรองการต่ออายุใบอนุญาต พบว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) จึงมีมติเอกฉันท์ว่าสถานที่ตั้งสุสานและฌาปสถานดังกล่าว ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข จึงพิจารณา "ไม่ควรต่อใบอนุญาต" และแจ้งผลเป็นหนังสือต่อผู้รับมอบอำนาจดำเนินการ และผู้ยื่นคำขอสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ ผ่านอำเภอบางคล้า
จากนั้น บริษัทดังกล่าวได้มอบอำนาจให้ทนายความส่งหนังสือเพื่ออุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ต่อนายอำเภอบางคล้า ซึ่งในขณะนั้นจังหวัดฉะเชิงเทราให้อำเภอบางคล้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ปรากฏว่า ถนนสนามช้าง-หนองโสน ได้ขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงท้องถิ่น และคลองใหม่ ผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่นยืนยันว่าเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และใช้ประโยชน์ในการระบายน้ำออกเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่และส่งน้ำเข้าสวน และบ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร
ปัจจุบันโฉนดที่ดินที่ขออนุญาตจัดตั้งสุสาน แบ่งออกเป็น 2 โฉนด โดยโฉนดที่ดินที่ขออนุญาตจัดตั้งสุสานมีเนื้อที่เหลือ 6 ไร่ 20 ตารางวา จังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้ว เห็นพ้องกันกับอำเภอบางคล้า ไม่ต่อใบอนุญาต จึงส่งเรื่องให้กรมการปกครองเพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเมื่อวันที่ 29 ก.ย.68 กรมการปกครองแจ้งว่า รมว.มหาดไทย พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และจังหวัดฉะเชิงเทราแจ้งผลการพิจารณาแก่ผู้อุทธรณ์พร้อมแจ้งสิทธิ์ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้อุทธรณ์ทราบ และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ณ ปัจจุบัน ผู้ดำเนินการแทนบริษัทดังกล่าว ได้ใช้สิทธิทางศาลและอยู่ในกระบวนการของศาลปกครองระยอง และปัจจุบันสถานที่ดังกล่าวได้หยุดดำเนินกิจการไปแล้ว โดยที่ทำการปกครองอำเภอบางคล้าแจ้งว่า ณ ขณะได้รับอนุญาตมีการฝังศพ จำนวน 1 ศพ ซึ่งภายหลังได้ขนย้ายศพดังกล่าวออกนอกพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันจึงไม่มีศพฝังในพื้นที่ดังกล่าว
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้กำชับให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ตรวจตราเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และรายงานผลให้ทราบทันที พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือประชาชนในชุมชนคอยเฝ้าระวังด้วย