“ไทย” สวนกลับ “กัมพูชา” ไม่ได้จัดฉาก ย้ำพา “AOT–สื่อมวลชน” ลงพื้นที่จริง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง

“ไทย” สวนกลับ “กัมพูชา” ไม่ได้จัดฉาก ย้ำพา “AOT–สื่อมวลชน” ลงพื้นที่จริง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง

View icon 49
วันที่ 11 ก.ย. 2569 | 14.38 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ผอ.JIC ไทย โต้กลับ “กัมพูชา” ยืนยัน ไม่ได้จัดฉากพา “AOT–สื่อมวลชน” ลงพื้นที่ชายแดน ย้ำหลักฐานทุกอย่างตรวจสอบได้ 
.
วันนี้ (11 ก.ย.69) พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาระบุว่า การนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และสื่อมวลชนลงพื้นที่เป็นการจัดฉากว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องจัดฉาก เพราะสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ คือ สิ่งที่คณะผู้สังเกตการณ์และสื่อมวลชนได้เห็นด้วยตนเอง  หน้าที่ของไทย คือ เปิดพื้นที่ภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัย และให้ผู้มาเยือนใช้วิจารณญาณของตนเอง หากฝ่ายกัมพูชามีข้อมูลหรือหลักฐานที่แตกต่างออกไป ก็ควรนำเสนอผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การกล่าวหากันผ่านสื่อ แต่คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ
.
ส่วนกรณีที่กัมพูชาระบุว่า คณะผู้สังเกตการณ์ไม่ได้เห็นความจริงทั้งหมด เนื่องจากไทยเป็นผู้กำหนดเส้นทางและสถานที่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ชายแดนทุกครั้งจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เส้นทางจึงต้องได้รับการประเมินและประสานงานล่วงหน้า แต่การกำหนดเส้นทางเพื่อความปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าเป็นการกำหนดว่าผู้สังเกตการณ์ต้องเชื่ออะไร ที่สำคัญ ไทยไม่ได้ขอให้ใครเชื่อคำพูดของไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่สนับสนุนให้ตรวจสอบเพิ่มเติมจากข้อมูลและหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้
.
กรณีที่ พ.อ.โรเดริก การ์เซีย ระบุว่า สิ่งที่เห็นแตกต่างจากข้อมูลที่ได้รับมาก่อน และต้องตรวจสอบเพิ่มเติมนั้น ผอ.JIC มองว่านั่นเป็นเรื่องที่ดี คำว่า ‘ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม’ สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยต้องการมาตลอด คืออย่าเพิ่งตัดสินจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อมูลเดิมกับสิ่งที่เห็นในพื้นที่ไม่ตรงกัน หน้าที่ของผู้สังเกตการณ์ก็คือกลับไปตรวจสอบ และประเทศไทยพร้อมสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบที่เป็นกลางและอยู่ภายในกรอบอำนาจหน้าที่ของผู้สังเกตการณ์
.
ส่วนภาพฐานสแกม สถานีตำรวจจำลอง หรือสถานที่ที่ถูกตั้งข้อสงสัย สามารถพิสูจน์ความผิดของกัมพูชาได้หรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ไม่ควรกระโดดจากสิ่งที่พบไปสู่ข้อสรุปทางกฎหมายโดยไม่มีการสอบสวน ภาพหรือสถานที่เป็นข้อมูลเบื้องต้น ส่วนจะเชื่อมโยงกับการกระทำผิดใด หรือใครเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย โดยจุดยืนของไทยคือ อาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ เป็นปัญหาร่วมของภูมิภาค และควรแก้ด้วยความร่วมมือและหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยการกล่าวหากัน
.
และ กรณีที่ทางกัมพูชาตั้งคำถามว่า หากไทยไม่ได้ยึดครอง แล้วเหตุใดจึงพูดถึงการถอนกำลัง พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกคำว่า “การวางกำลัง” ออกจากคำว่า “การยึดครอง” ให้ชัดเจน การมีกำลังอยู่ในพื้นที่ตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงไม่ได้ทำให้เกิดข้อสรุปเรื่องอธิปไตยโดยอัตโนมัติ ไทยยืนยันว่าไม่มีเจตนายึดดินแดนของกัมพูชา และการจัดกำลังของฝ่ายไทยต้องพิจารณาภายใต้ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่ โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ขณะที่ปัญหาเขตแดนต้องแก้ผ่านกลไกที่มีหน้าที่โดยตรง ไม่ใช่ตัดสินผ่านการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
.
ผอ.JIC กล่าวอีกว่า ไทยไม่ขอให้ใครเชื่อเราเพราะคำพูด แต่ขอให้ตรวจสอบจากข้อเท็จจริง หากสงสัยก็ตรวจสอบเพิ่มเติม หากมีหลักฐานก็นำมาเปรียบเทียบกัน ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่สังเกตการณ์ ไม่ใช่ตัดสินเขตแดน และข้อพิพาทเรื่องเขตแดนต้องกลับเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน
.
“ฉากอาจสร้างได้ แต่หลักฐานตรวจสอบได้ ประเทศไทยจึงไม่ขอแข่งขันกันด้วยวาทกรรม เราขอแข่งขันกันด้วยข้อเท็จจริง เปิดให้ตรวจสอบ และกลับเข้าสู่ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน นั่นคือทางออกที่รับผิดชอบที่สุด” ผอ.JIC กล่าว
.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง