คำร้องฝากขัง “นายโชติ-น.ส.เอ๋”

View icon 9
วันที่ 13 ก.ย. 2569 | 16.30 น.
เจาะประเด็นข่าว 7HD
แชร์
เจาะประเด็นข่าว 7HD - คดีเบียดบังทรัพย์ วัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ตำรวจนำตัว "นายโชติ" และ "สีกาเอ๋" ไปขออำนาจศาลฯ ฝากขัง และศาลฯ ไม่อนุญาตให้ประกันตัว การที่ศาลฯ มีคำสั่งออกมาแบบนี้ ต้องมีรายละเอียดในคำร้องที่ทำให้ศาลฯ เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดจริง แล้วอะไรคือรายละเอียดสำคัญในคดีนี้

เมื่อวานนี้เรานำเสนอไปถึงประเด็นของการเตรียมขยายผลสอบสวน ว่าตำรวจได้สอบปากคำพยานไปแล้ว 8 ปาก เช่น ไวยาวัจกร ลูกศิษย์คนใกล้ชิด คาดว่าตลอดทั้งสัปดาห์จะมีการเรียกสอบพยานอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปาก เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริง

ขยายความตรงนี้ก่อน ประเด็นที่ต้องมีการสอบสวนที่ว่า ผู้บังคับการปราบปราม ให้ข้อมูลว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างน้อย 2 ส่วน ส่วนแรก คือที่ปรากฎตามพยานหลักฐาน การเบียดบังทรัพย์สินที่เป็นของวัด รวมความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท

และส่วนที่ 2 คือ เส้นทางการเงินในบัญชีต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงจาก นายอติโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ นางสาวปุณยวีร์ หรือ เอ๋ ถึงคนอื่น ๆ เพื่อดูว่าเส้นทางการเงินมาจากไหน ไปถึงไหน ก็จะต้องเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนทุกคน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เราจะไปดูรายละเอียดที่ปรากฎในสำนวนการขออนุญาตศาลฯ ฝากขังในคดีนี้

ตามข้อมูล นายอติโชติ ถูกตำรวจดำเนินคดีใน 5 ข้อหา ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต สมคบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน

ส่วน นางสาวปุณยวีร์ ถูกดำเนินคดีใน 5 ข้อหา คล้าย ๆ กัน แต่เป็นความผิดฐานให้การสนับสนุนในการกระทำผิด และความผิดที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

ไฮไลต์สำคัญอยู่ตรงที่หลังตำรวจกองปราบฯ ได้ข้อมูลเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมของทั้งสองคนมาตรวจสอบแล้วพบว่า นางสาวปุณยวีร์ ไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่อยู่ ๆ กลับมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติ

พอตรวจสอบเพิ่ม ก็พบพฤติการณ์ใช้อำนาจหน้าที่ที่ไม่ปกติของนายอติโชติ ที่สั่งให้ออกใบอนุโมทนาบัตรของ "วัดพุทไธศวรรย์" แก่ผู้ที่ชำระเช่าบูชาวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ตนเองได้จัดสร้างขึ้น

จัดตั้ง "มูลนิธิหวันโชติ" ขึ้นมา เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบการโอนเงินค่าเช่าบูชาวัตถุมงคล โดยมีหลักฐานเป็นการ ออกใบอนุโมทนาบัตรแบบ e-Donation ของวัดพุทไธศวรรย์ และการออกใบอนุโมทนาบัตรแบบเขียนด้วยลายมือ เพื่อร่วมทำบุญบูรณปฏิสังขรณ์วัด ที่ไม่ถูกต้องตามวิธีการของกรมสรรพากร และจากจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ก็ไม่พบการนำเงินเข้าบัญชีของวัดพุทไธศวรรย์ เพื่อใช้จ่ายในกิจการของวัดแต่อย่างใด

แสดงให้เห็นว่า นายอติโชติ มีเจตนาต้องการนำเงินไปโดยทุจริต มีหลักฐานการโอนเงินออกใบอนุโมทนาบัตร 22 รายการ เป็นเงินประมาณ 2.8 ล้านบาท และคำให้การพยานบุคคลยืนยันว่าได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาส ให้ออกใบอนุโมทนาบัตรที่มีการระบุเพื่อทำบุญบูรณปฏิสังขรณ์วัด อีกกว่า 89.2 ล้านบาท ทำให้วัดต้องเสียผลประโยชน์ไปเป็นเงินกว่า 92 ล้านบาท

ส่วน นางสาวปุณยวีร์ ตรวจสอบไม่พบข้อมูลการประกอบอาชีพ และส่งรายได้แก่กรมสรรพากร แต่กลับเป็นเจ้าของบ้านทาวเฮาส์ 2 หลัง รถยนต์เอนกประสงค์ราคาแพง มีการอำพรางไม่ใส่ชื่อตนเองเป็นผู้ครอบครอง เช่น บ้านหลังหนึ่ง พบใส่ชื่อบุตรสาว ที่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่ยังไม่มีความสามารถเพียงพอจะซื้อบ้านดังกล่าวได้ รวมถึงมีเงินฝากในบัญชีธนาคารมากกว่า 5 ล้านบาท

ขณะที่มีรายงานข่าวว่า ยอดเงินที่ตำรวจกองปราบฯ ประสานให้ ปปง.ตรวจสอบ มีถึงกว่า 215 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ก็สนใจการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย จึงเตรียมนำเข้าที่ประชุม กมธ. เพื่อติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วยอีกทาง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง