ชีวิตพังเพราะค้ำให้เพื่อน หมวดจราจรถูกทิ้งหนี้ จนล้มละลาย เงินเดือนเหลือ 154 บาท

ชีวิตพังเพราะค้ำให้เพื่อน หมวดจราจรถูกทิ้งหนี้ จนล้มละลาย เงินเดือนเหลือ 154 บาท

View icon 27
วันที่ 16 ก.ย. 2569 | 12.10 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
เปิดใจหมวดจราจร สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ หลังไว้ใจเพื่อนตำรวจร่วมรุ่น เซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้ แต่ภายหลังผู้กู้หยุดชำระหนี้ ทำให้ภาระกว่า 1.5 ล้านบาทตกมาถึงผู้ค้ำ สุดท้ายถูกศาลสั่งล้มละลาย เงินเดือนเหลือเข้าบัญชีเพียงเดือนละ 154 บาท ความฝันกลับบ้านเกิดหลังเกษียณต้องพังลง ฝากเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ ก่อนตัดสินใจค้ำประกันให้ใคร

ภายใต้เครื่องแบบตำรวจจราจรที่ยังคงออกปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน ไม่มีใครรู้ว่า "หมวดสมนึก" ตำรวจจราจร สภ.บางพลี กำลังเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ในช่วงปลายชีวิตราชการ หลังการตัดสินใจค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนร่วมรุ่น กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตและครอบครัวแทบพังลง

โดยหมวดสมนึก เล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน ตนและเพื่อนตำรวจรวม 3 คน เข้าร่วมกู้เงินในโครงการสวัสดิการของธนาคาร โดยตกลงค้ำประกันไขว้ให้กัน เพราะเชื่อใจว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนและรับราชการมาด้วยกัน แต่ภายหลังเพื่อนที่ตนเองค้ำประกันให้ ประสบปัญหาทางการเงิน ก่อนหยุดชำระหนี้ ทำให้ธนาคารติดตามเรียกเก็บจากผู้ค้ำประกัน โดยยอดเงินต้นที่ถูกเรียกชำระเหลือประมาณ 1 ล้าน 5 แสน 3 หมื่นบาท

"เราไว้ใจกันเพราะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน เขาเคยค้ำให้ผม ผมก็ค้ำให้เขา ไม่คิดว่าสุดท้ายเขาจะไม่รับผิดชอบ ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมคงไม่เซ็นค้ำ"

หลังได้รับหมายศาล ตนเองต้องเดินทางไปไกล่เกลี่ยที่ศาลล้มละลายกลางหลายครั้ง พร้อมพยายามติดต่อให้ผู้กู้ออกมารับผิดชอบ

หมวดสมนึกอ้างว่า เคยเสนอให้ผู้ค้ำประกันอีกคนช่วยกันแบ่งภาระหนี้ เพื่อยุติปัญหา แต่ผู้กู้ยังยืนยันว่า จะสามารถจัดการหนี้ได้เอง กระทั่งท้ายที่สุดไม่มีการชำระตามที่รับปาก และคดีดำเนินมาถึงขั้นถูกสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย

"เขาตัดสินใจไม่ยื้อกระบวนการต่อ เพราะเกรงว่าปัญหาจะลุกลามไปถึงตำรวจคนอื่นที่ค้ำประกันเงินกู้ของตนอีกทอดหนึ่ง ถ้าผมยื้อไป คนที่ค้ำให้ผมก็อาจเดือดร้อนต่อ ผมจึงตัดสินใจยอมรับ เพื่อให้วงจรหนี้มันจบ ไม่อยากให้คนอื่นต้องมารับปัญหาต่อจากผม"

ผลจากปัญหาหนี้สิน ทำให้ปัจจุบันหมวดสมนึก ได้รับเงินสำหรับการครองชีพเดือนละ 24,754 บาท แต่ต้องนำไปชำระหนี้สหกรณ์ตำรวจเดือนละ 24,600 บาท จึงเหลือเงินเข้าบัญชีเพียง 154 บาทต่อเดือน ซึ่งรายได้ทั้งหมดของครอบครัวจึงตกอยู่กับนางหนูภักษ์ ผู้เป็นภรรยา ซึ่งต้องขายอาหารหาเลี้ยงครอบครัว หากวันใดหยุดขายก็เท่ากับไม่มีรายได้ ขณะที่ยังมีลูกกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา

ด้านภรรยา เผยว่า ตอนรู้ว่าเขาถูกฟ้องล้มละลาย พูดไม่ออกและเครียดมาก ทุกวันนี้ต้องอาศัยรายได้จากร้านอาหารเป็นหลัก ถ้าหยุดขายก็ไม่มีรายได้ เงินที่หามาได้ก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัว

ซึ่งก่อนเกิดเรื่อง หมวดสมนึก วางแผนไว้ว่าจะขอย้ายกลับไปทำงานที่ จ.เพชรบูรณ์ บ้านพักก็สร้างเสร็จแล้ว และตั้งใจจะกลับไปใช้ชีวิตหลังเกษียณที่บ้านเกิด แต่เมื่อถูกฟ้องล้มละลาย ความฝันทั้งหมดต้องหยุดลง เพราะหากย้ายกลับต่างจังหวัด รายได้จากการค้าขายของครอบครัวอาจลดลง ขณะที่ภาระหนี้ยังคงอยู่

ขณะที่ รถยนต์ที่กำลังผ่อนก็ต้องรวบรวมเงินจ่ายครั้งละ 2–3 เดือน ครอบครัวต้องลดค่าใช้จ่ายทุกด้าน รถยนต์แทบไม่ได้ใช้งาน และอาศัยรับประทานอาหารจากร้านของครอบครัวเพื่อประหยัดเงินให้มากที่สุด

"ผมไม่เคยคิดว่าช่วงปลายชีวิตราชการจะต้องมาเจอแบบนี้ เงินเก็บก็ไม่มี เงินเดือนเหลือ 154 บาท แผนกลับไปอยู่บ้านหลังเกษียณต้องพับหมด แต่ตอนนี้ยังสู้ครับ เพราะยังมีครอบครัวที่ต้องดูแล" หมวดสมนึก กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ทางครอบครัวเปิดร้านอาหารตามสั่งในตลาดเฟส 1 ของเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ 1 จ.สมุทรปราการ ชื่อร้านว่า เจ้หนูอาหารตามสั่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง