กลุ่ม สว.สำรอง ร้องศาลฎีกา คัดค้านมติ กกต. ปมฮั้วเลือก สว. ชี้ ฟ้อง 77 คน กกต.วินิจฉัยลักษณะคดีอาญา อาจผิดบริบท
วันนี้ (16 ก.ย.69) กลุ่ม สว.สำรอง เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อขอให้รับคำร้องคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต. กรณียกคําร้อง 3 ข้อกล่าวหา ในคดีฮั้ว สว. โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว กล่าวว่า ทั้ง 3 ข้อกล่าวหาที่ กกต.ยกคําร้อง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ที่ กกต. ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนยืนยันได้ว่ามีขบวนการจัดทำขึ้น และโพยฉบับแรกที่ตนพบถือเป็นโพยที่ไม่มีการเติมแต่งเสริมขึ้นมา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต. พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต. ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน
โดยสรุปแล้วทั้ง 77 คน กกต. วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต.จะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม แต่ กกต. ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต. ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน
ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต. ละเมิดตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่กำหนดไว้ว่า กกต. หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทำให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจำคุก 10 ปี วันนี้กลุ่ม สว.สํารอง จึงใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัย กกต. ที่วินิจฉัยว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวหาที่ 1-3 ไม่ผิด และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ รวมทั้งขอให้ไต่สวนว่า เมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต. พิจารณา สว. 138 คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่ โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ทบทวนเหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า คาดหวังว่าศาลจะให้ความเมตตาในการพิจารณารับคําร้องในวันนี้ และเปิดไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต. ส่วนที่ กกต. ชุดใหญ่ อ้างความเห็นของอนุกรรมการชุด 36 ที่ว่าพยานหลักฐานไม่ถึง จึงไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถพิจารณาความผิดได้ ตนมองว่าในฐานะผู้บริหารต้องไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใคร ต้องมีการวินิจฉัยหรือพิจาณาให้รอบคอบ เมื่อผู้บริหารตัดสินใจหรือวินิจฉันแล้วต้องรับผิดชอบในส่วนที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากศาลรับคําร้องสั่ง สว. 26 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ และหากคดีถึงที่สุด กลุ่ม สว.สํารอง ยินดีรับตําแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ผลออกมาอย่างไรก็น้อมรับ เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมในการเลือก สว. ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายถ้าไม่ให้สละสิทธิก็ต้องรับตำแหน่ง
ทั้งนี้ กลุ่ม สว.สํารอง ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ศาลตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเห็นว่า มาตรา 62 ใช้เกณฑ์ หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่รวมถึงพฤติการณ์และความเชื่อมโยงของเครือข่ายด้วย
สว.สำรอง ย้ำว่า การยื่นคำร้องไม่ได้มุ่งช่วยบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.