วานนี้ (21 พ.ย.64) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนหลายประเทศในทวีปยุโรป ต่างออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง จากการประกาศล็อกดาวน์ และบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด ซึ่งขณะนี้ ทวีปยุโรปกลับมาเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคอีกครั้ง และเป็นทวีปเดียวที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น อย่างที่กรุงบรัสเซลล์ของ เบลเยียมประชาชนกว่า 35,000 คนต่างออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาล พร้อมขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ ทุบรถ และเผาถังขยะ ขณะที่ตำรวจก็ตอบโต้ด้วยก๊าซน้ำตาและรถน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม แต่การชุมนุมก็ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงค่ำ ซึ่งก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า มีประชาชนกี่คนถูกจับกุมในเหตุการณ์นี้
ขณะที่ กรุงซาเกร็บ ของโครเอเชีย ประชาชนหลายหมื่นคน ก็ออกมาประท้วงเช่นกันจากการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น การบังคับให้ฉีดวัคซีน และบังคับให้พนักงานรัฐและผู้ใช้บริการสถานที่ราชการต้องแสดงใบรับรองการฉีดวัคซีนทุกคน ซึ่งขณะนี้ โครเอเชียก็เป็น 1 ในประเทศของทวีป ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนให้ประชาชนต่ำที่สุด โดยฉีดครบ 2 เข็มเพียง 47 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ด้านเนเธอร์แลนด์ ก็มีการประท้วงมาเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันแล้ว โดยประชาชนได้จุดไฟเผารถจักรยานกลางถนน และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประท้วงวันแรก มีรายงานผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 7 คนในนครรอตเตอร์ดัม