สมรักษ์ ดอดพบตำรวจกลางดึก ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จ.ขอนแก่น

View icon 166
วันที่ 14 ธ.ค. 2566 | 16.32 น.
ข่าวเย็นประเด็นร้อน
แชร์
ข่าวเย็นประเด็นร้อน - กลางดึกที่ผ่านมา สมรักษ์ เข้าพบตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ปฏิเสธทุกข้อหา พร้อมขอโทษคนไทย ขอโทษครอบครัว ที่ทำเรื่องเดือนร้อน ยืนยันไม่รู้ว่าผู้เสียหายอายุ 17 ปี ขอเวลา 15 วัน รวบรวมหลักฐานต่อสู้คดี

นายสมรักษ์ คำสิงห์ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา จากกรณีหญิงวัย 17 ปี เข้าแจ้งความหลังอ้างถูกล่วงละเมิดทางเพศ ในโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น

ภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายสมรักษ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่าต้องกราบขอโทษพี่น้องชาวไทย ชาวจังหวัดขอนแก่น ที่ทำให้เรื่องเดือดร้อนขึ้นมา ปัญหาที่เกิดคือตนเองไม่ทราบจริง ๆ ว่าผู้เสียหายนั้นมีอายุ 17 ปี ถ้าหากตนเองทราบคงไม่มีเรื่องเกิดขึ้น

แต่เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วต้องตั้งสติหาทางแก้ไข และต้องขอโทษครอบครัวตนเอง รวมทั้งครอบครัวของน้องด้วย ตนเองก็เข้าใจความรู้สึกของทุกคน ไม่อยากให้เรื่องมันเกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้วตนเองก็พร้อมที่จะแก้ไข และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก่อนจะเดินทางขึ้นรถกลับทันที

เบื้องต้นตำรวจแจ้ง 4 ข้อหากับนายสมรักษ์ ดังนี้
1.ร่วมกันพรากผู้เยาว์เด็กอายุกว่า 15 ปี เเต่ยังไม่ถึง 18 ปี 

2.ร่วมกันพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี เเต่ยังไม่ถึง 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร

3.กระทำอนาจารเด็กอายุเกิน 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย

4.พยายามข่มขืนผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยนายสมรักษ์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

จ่อแจ้งข้อหาคนสนิท สมรักษ์ พบเคยถูกจับคดี เป็นธุระจัดหา
ส่วนคนขี่รถจักรยานยนต์ ที่พาเด็ก 17 ปีและนายสมรักษ์ไปโรงแรม พบว่าเป็นคนสนิทของสมรักษ์ ทราบชื่อคือนายแป๊กโก้ ซึ่งหากผู้ที่ชอบชมการแข่งขันฟุตบอลในจังหวัดขอนแก่น ก็จะเห็นนายแป๊กโก้รับหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน ในสนามฟุตบอลหลาย ๆ เกมที่สำคัญอีกด้วย โดยตำรวจเตรียมแจ้ง 2 ข้อหากับนายแป๊กโก้ คือ ร่วมกันพรากผู้เยาว์ และ ร่วมกันพาผู้อื่นไปทำอนาจาร  

จากการตรวจสอบประวัติพบว่านายแป๊กโก้ เคยถูกตำรวจ สภ.บ้านเป็ด ดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 9 ผู้ใดเป็นจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดให้เพื่อบุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และไม่ว่าการกระทำต่าง ๆ โดยขณะนี้ในทางคดีทางพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเป็ด ได้ส่งฟ้องศาลจังหวัดขอนแก่นดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าวแล้ว เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เพื่อนเด็ก 17 ปี ไลฟ์สดเผยชวนกลับแล้ว แต่ผู้เสียหายอยากไปกับ สมรักษ์
ขณะที่กลุ่มเพื่อนสาว 17 ปี ไลฟ์สดเปิดใจ หลังโดนด่าทิ้งเพื่อน พร้อมระบุเพิ่งรู้จักกันวันแรกหน้าผับ เพื่อนของเพื่อนชวนมา ลั่นจะพากลับด้วยแต่ไม่ไป

โดยนางสาวเอและนางสาวบี เพื่อนของเยาวชนหญิงอายุ 17 ปี ได้ไลฟ์ผ่านโซเชียล โดยเพื่อนทั้ง 2 คนนี้ ปรากฏภาพในกล้องวงจรปิด เป็นกลุ่มเพื่อนที่ยืนอยู่กับผู้เสียหาย ที่ด้านหน้าสถานบันเทิง ช่วงที่ร้านเลิกแล้ว ก่อนที่ผู้เสียหายจะขึ้นรถจักรยานยนต์ซ้อนสามไปกับสมรักษ์

นางสาวเอและนางสาวบี บอกว่าที่ออกมาไลฟ์ ก็เพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง โดยจะไม่พูดเกี่ยวกับคดีของผู้เสียหาย แต่เนื่องจากพวกตนถูกนำภาพไปโพสต์ไปแชร์ในโซเชียล ว่าตนเองเป็นผู้เสียหาย ทำให้คนเข้าใจผิด

นอกจากนี้ พวกตนยังถูกสังคมด่าทอว่า ทอดทิ้งเพื่อน ไม่ช่วยเพื่อน ไม่รักเพื่อน ไม่ห้ามเพื่อน จึงต้องขออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้ง 2 ระบุว่า เพิ่งรู้จักกับเด็กผู้เสียหายในวันที่ไปเที่ยวสถานบันเทิงดังกล่าว

เนื่องจากเป็นเพื่อนของเพื่อนในกลุ่ม และเป็นคนจังหวัดเดียวกัน โดยเพื่อนที่รู้จักกับผู้เสียหาย ได้ชักชวนผู้เสียหายมาเที่ยวด้วยกัน โดยที่พวกตนไม่รู้มาก่อน จากนั้นก็นั่งกินดื่มในร้านกันตามปกติ 4 คน ต่อมาพวกตน 2 คนเดินไปเข้าห้องน้ำ พอออกมาก็เห็นผู้เสียหายไปอยู่ที่โต๊ะของสมรักษ์แล้ว เมื่อเข้าไปสอบถามว่า "ทำไมมาอยู่โต๊ะนี้" ผู้เสียหายไม่ตอบ พวกตนจึงพากันกลับไปที่โต๊ะ

กระทั่งร้านปิด ก็พากันไปยืนอยู่ที่หน้าร้าน ตนเป็นคนที่เดินไปถามผู้เสียหายว่า "จะไปกับเขาจริง ๆ เหรอ" และยังมีเพื่อนผู้ชายอีกคนที่อาสาจะไปส่งผู้เสียหายกลับห้องพัก โดยพาซ้อน จยย. กลับไปกับเพื่อนคนอื่น ๆ ด้วย แต่ผู้เสียหายชักสีหน้าไม่พอใจ เพราะต้องการจะไปกับสมรักษ์

ดังนั้นเรื่องที่บอกว่าพวกตนไม่ห้ามเพื่อน ไม่ช่วยเพื่อนนั้น ไม่เป็นความจริง แม้จะเพิ่งรู้จักกันวันแรก แต่ก็ชวนกลับ ชวนไปส่ง แต่ผู้เสียหายไม่พอใจที่จะไม่ได้ไปกับสมรักษ์ จึงเห็นว่าผู้เสียหายเดินไปหาสมรักษ์ แล้วนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ออกไปด้วยกัน ซึ่งเพื่อนทุกคนก็งงกันหมด และทุกคนก็เมาด้วย จึงพากันแยกย้ายกลับ  

นอกจากนี้ทั้ง 2 คนยังบอกอีกว่า ขอให้ทุกคนที่นำภาพของพวกตนไปโพสต์ไปแชร์จนเกิดความเสียหาย ขอให้ลบและหยุดโพสต์หยุดแชร์ หากไม่หยุดก็จะดำเนินการตามกฎหมาย 

หลังทั้งคู่ไลฟ์สดเสร็จ ปรากฎว่าก็ยังมีดรามาต่อ จนเจ้าตัวต้องออกมาโพสต์ข้อความอีกรอบว่า "ถ้าการที่หนูออกมาพูดความจริงและปกป้องตัวเองมันผิด หนูขอโทษด้วยนะคะ"

ขณะที่บรรยากาศที่ สภ.เมืองขอนแก่น ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมานี้ มีผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักยังคงให้ความสนใจลงพื้นที่ติดตามทำข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่านายแป๊กโก้ จะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาภายหลังจากได้รับหมายเรียกในวันนี้

ดรามาคำขวัญจังหวัดโยงสมรักษ์ จ.ขอนแก่น
ล่าสุดดรามาคดีนี้ลามหนัก โยงไปถึงคำขวัญจังหวัดขอนแก่นแล้ว ด้านรองผู้ว่าฯขอนแก่น ให้ความเห็นเป็นเรื่องส่วนตัว และกระบวนการยังไม่สิ้นสุด 

โดยนายชาญชัย ศรศรีวิชัย รองผู้ว่าฯ จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยถึงประเด็นดรามา เกี่ยวกับคำขวัญจังหวัดขอนแก่นที่ให้ความสำคัญกับสมรักษ์ คำสิงห์ เชิดชูในคำขวัญของจังหวัดที่ว่า "พระธาตุขามแก่น เสียงแคนดอกคูน ศูนย์รวมผ้าไหม ร่วมใจผูกเสี่ยว เที่ยวขอนแก่นนครใหญ่ ไดโนเสาร์สิรินธรเน่ สุดเท่เหรียญทองมวยโอลิมปิก"

โดยทางรองผู้ว่าฯ มองว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ทางผู้บริหารจังหวัดได้รับทราบแล้ว แต่ต้องแยกประเด็น การแข่งขันมวยโอลิมปิกเป็นเรื่องของประเทศชาติ ส่วนการกระทำผิดเป็นเรื่องส่วนตัว แต่การพิจารณาเรื่องนี้ต้องให้คณะกรรมการบริหารจังหวัด รวมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องออกความเห็นก่อน ไม่ใช่เกิดเรื่องแบบนี้จะไปตัดสินผู้กระทำผิดเลย ตอนนี้เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา คดียังไม่สิ้นสุด ทุกอย่างต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ส่วนประเด็นที่ว่าเด็กสาวมีการปลอมบัตรประชาชน เรื่องนี้นางสาวฉวีวรรณ วงศ์บัณฑิต ปลัดอำเภอ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้ให้ข้อมูล การปลอมแปลงบัตรประจำตัวประชาชน ในจังหวัดขอนแก่น ไม่มีการตรวจพบการกระทำผิด ซึ่งการที่จะปลอมบัตรนั้น สามารถตรวจสอบในระบบได้ หรือ ถ้าจะนำบัตรปลอมไปทำธุรกรรมต่าง ๆ ก็ไม่สามารถทำได้ 

ส่วนปัจจุบันทางกรมการปกครองมีการใช้ แอปพลิเคชัน Thai D เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ก็ไม่สามารถปลอมแปลงได้เนื่องจากผู้ใช้ต้องมีรหัสเข้า และก่อนจะติดตั้งระบบ ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงมายืนยันเท่านั้น

แต่ส่วนที่พบการปลอมคือ การถ่ายรูปบัตรประจำตัวประชาชน ลงโทรศัพท์มือถือ แล้วเปลี่ยนแปลงตัวเลขหรือข้อมูลบางอย่างเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำธุรกรรมใด ๆ ได้เลย เพราะบัตรประจำตัวประชาชนมีจะชิพข้อมูลเจ้าของบัตร

อย่างไรก็ตามโทษของคนที่ปลอมแปลงบัตรประจำตัวประชาชน ตามพระราชบัญญัติ มาตรา 14(3) ผู้ใดปลอมแปลงบัตรประจำตัวประชาชน มีโทษจำคุกตั้ง 1-10 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท

บิ๊กโจ๊ก แนะ สมรักษ์ รับสารภาพ โทษหนักเป็นเบา
ด้าน พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีที่เมื่อคืนนี้ นายสมเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.ขอนแก่น แต่เจ้าตัวยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ ระบุว่า นายสมรักษ์ ควรให้การรับสารภาพ เพราะอาจเป็นเหตุบรรเทาโทษจากหนักเป็นเบาได้

เนื่องจากนายสมรักษ์ เป็นบุคคลมีชื่อเสียงและเคยทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ประกอบกับข้อหาดังกล่าวมีอัตราโทษสูง อีกทั้งพยานหลักฐาน ทั้งกล้องวงจรปิดและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น สารคัดหลั่งต่าง ๆ ที่บ่งชี้ชัดเจนว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง และเด็กยังยืนยันว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง ทั้ง ๆ ที่ตนได้ขัดขืนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบสารคัดหลั่งจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะใช้ประกอบพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ส่วนกรณีที่โซเชียลมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เด็กอายุ 17 ปี มีเจตนาหรือมีการวางแผนมาก่อนหรือไม่นั้น พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตนต้องชี้แจงว่ากฎหมายคุ้มครองเด็กทั่วโลกนั้นเหมือนกัน คือไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ แต่การกระทำของผู้ใหญ่ถือว่าเข้าข่ายกระทำความผิดทั้งหมด และมองว่านายสมรักษ์ควรรู้เรื่องนี้ เพราะนายสมรักษ์ก็มีบุตรสาวเช่นกัน จะอ้างว่าไม่รู้ว่าเป็นเด็กไม่ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องปฏิบัติไปตามหน้าที่

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นระบบกล่าวหา นายสมรักษ์ จึงยังมีสิทธิ์ต่อสู้ข้อกล่าวหาได้ แต่ย้ำว่า นายสมรักษ์ ควรรับสารภาพ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่เหมาะสม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง