ครอบครัวของผู้เสียหายที่โดนตำรวจ 7 นาย รุมกระทืบ เผย ตอนนี้อาการยังสาหัส ยัน ไม่ยอมความ แม้มีกระเช้าปริศนามาให้แล้ว 3 กระเช้า พร้อมท้าตำรวจทั้ง 7 นาย เอากล้องติดหน้าอกออกมาเปิดเผยพฤติกรรมตัวเอง เพราะญาติผู้บาดเจ็บพยายามขอดู แต่ตำรวจอ้างว่ากล้องเสียบ้าง เปิดไม่ได้บ้าง ด้าน รอง ผบช.น. ยอมรับ เป็นการทำเกินกว่าเหตุไปจริงๆ ยัน ตำรวจทั้ง 7 นาย ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำไป
จากกรณีพ่อ และน้องสาว ของผู้บาดเจ็บ ที่ถูกกลุ่มตำรวจจราจรกลาง 7 นาย รุมทำร้ายร่างกายจนมีเลือดคั่งในสมอง ก่อนจะเผยว่าทำร้ายผิดตัว เข้าใจผิดว่าเป็นรถคันที่ขับฝ่าด่านตรวจ ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น.4 ธ.ค. 2567
ล่าสุด วันนี้ 5 ธันวาคม 2567 ช่วงสายที่ผ่านมา (10.30 น.) ครอบครัวของผู้บาดเจ็บ ได้ไปพบกับพนักงานสอบสวน และชุดสืบสวนของ สน.บางเขน ก่อนจะเดินไปชี้จุดบริเวณที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งด่าน และเป็นจุดเดียวกันที่ทางตำรวจ ได้พาผู้บาดเจ็บเข้ามาจอดรถไว้ที่ข้างทาง หลังได้ก่อเหตุลงมือทำร้าย เพื่อตรวจสอบดูว่า รถของผู้บาดเจ็บ เป็นรถคันเดียวกันที่ได้ขับแหกด่านหรือไม่ โดยก่อนการชี้จุด ต่อมาพ่อและน้องสาวของผู้ได้รับบาดเจ็บเดินทางมาพร้อมกับร้อยเวร สน.บางเขน เจ้าของพื้นที่ เพื่อมาชี้จุดและให้ข้อมูลกับตำรวจเพิ่มเติมประกอบกับสำนวนคดี ระหว่างรอตัวผู้บาดเจ็บพักรักษาตัว จนกว่าจะสามารถเดินทางเข้าให้การกับตำรวจได้
โดยก่อนการชี้จุด นางสาวธนัชตา น้องสาวผู้บาดเจ็บ บอกว่า อาการของพี่ชายตอนนี้ยังต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งจุดที่น่าเป็นห่วงคือบริเวณศีรษะทั้งหมด โดยเฉพาะบริเวณดวงตาที่พบว่า มีเลือดออกที่บริเวณตาขาว และการมองเห็นยังไม่ปกติ ซึ่งน่าเป็นห่วง ส่วนตามร่างกายก็ยังมีร่องรอยการฟกช้ำจากการทำร้าย แต่ยังโชคดีที่ไม่มีส่วนใดต้องผ่าตัด
เหตุการณ์ครั้งนี้ รู้สึกรับไม่ได้ และยืนยัน จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะเข้าข้อกฎหมายข้อไหนก็พร้อมจะต่อสู้ มองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพี่ชายของตัวเองไปคนเดียว และไม่มีอาวุธ แต่ฝั่งคู่กรณีเป็นถึงตำรวจ และมีด้วยกันถึง 7 นาย ซึ่งทันทีที่รู้เรื่องตัวเองรีบเดินทางมาที่ด่านตรวจทันที และพยายามสอบถามว่าตำรวจคนใดเป็นคนทำพี่ชายของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ เอาแต่ก้มหน้า ซึ่งพี่ชายพยายามบอกแล้วว่า ไม่ใช่คนที่ขับรถหนีด่าน
นางสาวธนัชตา ยังฝากไปถึงตำรวจตั้งด่านทุกนาย ว่าทุกคนมีกล้องติดหน้าอก ซึ่งตัวเองพยายามที่จะขอดู แต่ก็มีการอ้างว่ากล้องเสียบ้าง เปิดไม่ได้บ้าง จึงอยากจะฝากไปถึงตำรวจตั้งด่านในวันนั้นทุกนาย ให้เอากล้องติดหน้าอกออกมาเปิดเผย เพื่อเป็นการยืนยันเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ในวันนั้น ตัวเองก็มีหลักฐานรวมถึงพยานคนที่เข้าด่านตรวจก็เห็นทุกคนว่า เหตุการณ์ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้น ย้ำว่า ”อยู่ที่ตำรวจจะกล้าหรือไม่กล้า“
สำหรับเมื่อวานนี้ น้องสาวผู้บาดเจ็บ บอกอีกว่า มีกระเช้าผลไม้ - ดอกไม้ปริศนา ซึ่งตัวเองก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร หรือของตำรวจหน่วยหรือสังกัดใดบ้างนำเข้ามาเยี่ยม ก็อยากจะขอย้ำไว้ตรงนี้เลยว่า ไม่ขอรับกระเช้าใดใดทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถรู้ได้เลยว่านำเอามาให้ด้วยเหตุผลอะไรแอบแฝง และได้แจ้งย้ำกับพยาบาลที่ดูแลแล้วของดเยี่ยมทุกกรณี
ด้าน พันตำรวจโท ธนชัย เกิดศรี หรือสารวัตรเจี๊ยบ อดีตพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ บก.ปทส. ซึ่งเป็นพ่อของคนเจ็บ เปิดเผยว่า ในฐานะพี่ตนเคยเป็นอดีตตำรวจกองบังคับการตำรวจจราจรมาก่อนไปอยู่ บก.ปทส. ตามปกติแล้ว ตำรวจมีขั้นตอนในการใช้ยุทธวิธี เพื่อจับผู้ต้องหาด้วยเครื่องพัฒนาการอยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุแบบนี้ และผู้ต้องหามีการต่อสู้หรือขัดขวาง ตำรวจก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรุมทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด ซึ่งจะพยายามเลี่ยงการใช้กำลังให้น้อยที่สุด โดยการจับกุมตำรวจจะต้องมีการแสดงตัวเป็นตำรวจ พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่าทำอะไรผิด จากนั้นก็จะเชิญตัวมาที่ด่าน หรือโรงพักในพื้นที่ เพื่อดำเนินการสอบปากคำและพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาในภายหลัง
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สารวัตรเจี๊ยบ บอกว่า ไม่คาดคิดว่าจะมาเกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ เพราะมีโซเชียลเป็นหูเป็นตาให้ตลอด พร้อมกับยืนยันเช่นเดียวกับลูกสาวว่า จะไม่มีการเจรจาไกล่เกลี่ย ถึงแม้ว่าจะให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงลงมาพูดคุยก็ตาม ซึ่งเมื่อวานนี้ทางพยาบาลก็แจ้งมาว่ามีตำรวจนำกระเช้ามามอบให้แล้ว 3 กระเช้า แต่ตนก็ไม่รับ เพราะไม่รู้ว่ามาด้วยวัตถุประสงค์อะไร และไม่รู้ว่าเป็นของหน่วยงานใด เนื่องจากพยาบาลแจ้งมาแค่ว่าเป็นตำรวจเท่านั้น
ส่วนความคืบหน้าคดี พันตำรวจเอก อนันต์ วรสาตร์ ผู้กำกับการ สน.บางเขน ให้ข้อมูล ว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้มีการสอบปากคำน้องสาว และแม่ของผู้บาดเจ็บไว้ในฐานะพยาน ส่วนคนเจ็บตอนนี้แพทย์ยังไม่อนุญาตให้พนักงานสอบสวนเข้าไปสอบปากคำ เนื่องจากยังอยู่ในอาการสาหัส
ส่วนกรณีผู้ก่อเหตุทั้ง 7 นายที่เป็นตำรวจนั้น ตอนนี้ยังไม่มีการสอบปากคำ เนื่องจากพนักงานสอบสวน อยากจะทราบพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุจากผู้เสียหายก่อน และยืนยันว่าจะไม่มีการช่วยเหลือแม้ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุจะเป็นตำรวจก็ตาม
ขณะที่ทางด้าน พลตำรวจตรี ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งดูแลรับผิดชอบงานจราจร ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า เบื้องต้น ผู้บังคับการตำรวจจราจรกลาง ได้รายงานมาเบื้องต้นว่า ผู้ก่อเหตุที่เป็นตำรวจทั้ง 7 นาย บอกว่ามีการเข้าใจผิด คิดว่าจะขับรถแหกด่าน จึงมีการตามไป ก่อนที่ผู้เสียหายจะมีการขัดขืนทำให้ตำรวจทั้ง 7 นาย ต้องใช้กำลังในการระงับเหตุ โดยยอมรับว่า เป็นการทำเกินกว่าเหตุไปจริงๆ ซึ่งตอนนี้ทราบว่าทางกองบังคับการตำรวจจราจร ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรงขึ้นแล้ว ส่วนทางคดีอาญาอยู่ที่ สน.บางเขน
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตำรวจทั้ง 7 นายต้องชี้แจง และยอมรับกับสิ่งที่ได้กระทำลงไป รวมทั้งอาจจะต้องทบทวนเรื่องยุทธวิธี โดยใช้ในการระงับเหตุ แต่ยืนยันว่า ตำรวจไม่เคยมีชีวิตที่ระงับเหตุในการใช้กำลังรุมทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด