กรมอุทยานฯ ตั้งโต๊ะแถลงเสียใจอย่างสุดซึ้ง ขออภัยประชาชนและนักอนุรักษ์ สีดอหูพับ ล้มระหว่างเคลื่อนย้าย เป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ฉีดยาซึมซ้ำเพราะช้างยังเคลื่อนไหว คุมสัตว์ป่าให้อดอาหารไม่ได้ จนท. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกดดัน ห่วงใยทั้งสัตว์ป่าและความปลอดภัยชีวิตของประชาชน
สีดอหูพับ วันนี้ (5 ก.พ.69) สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงข่าวชี้แจงการเสียชีวิตของ“สีดอหูพับ” ขณะเคลื่อนย้ายคืนถิ่นจากอำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ตามคำสั่งศาลปกครอง เมื่อวันที่ 3 ก.พ.69 โดยผู้ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง ประกอบด้วย นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผอ.สำนักบริหารพื้นที่ 8 นายนเรศ ชมบุญ ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น สัตวแพทย์หญิงนันทิตา รักษาชาติ ผอ.ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สัตวแพทย์หญิงศุภลักษณ์ ประจันทร์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว และสัตวแพทย์หญิงอารียา ปอมโคก สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น)
นายณัฐวัฒน์ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและขอโทษทุกท่านต่อการเสียชีวิตของ สีดอหูพับ พร้อมชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกดดันและห่วงใยสัตว์ป่าและความปลอดภัยชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง เพื่อหวังลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า การเคลื่อนย้ายช้างมีสัตวแพทย์ดูแลอย่างใกล้ กรมอุทยานฯ ขอน้อมรับความผิดพลาด ขออภัยประชาชนและนักอนุรักษ์
สีดอหูพับเข้ามาในอุทยานแห่งชาติภูเวียง 28 มิ.ย.67 แม้จะผลักดันกลับป่า แต่ช้างกลับเข้าพื้นที่เดิมอีก และก่อเหตุทำร้ายคน 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีช้างพลายตัวอื่นเคลื่อนมาสมทบในพื้นที่ อ.สีชมภู ประชาชนบางส่วนยื่นฟ้องศาลปกครอง ให้เคลื่อนย้ายช้าง 4 ตัว ออกจากพื้นที่ เมื่อศาลฯ มีคำสั่ง กรมอุทยานฯได้ขอขยายเวลาเพื่อจัดเตรียมแผนดำเนินการและพื้นที่รองรับ ในวันปฏิบัติการสามารถนำช้างขึ้นรถได้ในเวลา 22.00 น. ต่อมา 23.30 น.สีดอหูพับล้มระหว่างเคลื่อนย้าย
ผลชันสูตรซากช้าง เบื้องต้นพบว่า ช้างป่าล้มจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากการสำลักอาหารและอุดตันของหลอดลม ผลการตรวจพบความผิดปกติภายใน ได้แก่ เศษอาหารและหญ้าในช่องปาก ลักษณะ frosty foam (ฟองขาวขุ่น) ในหลอดลม ผนังทางเดินอาหารซีด กล้ามเนื้อหัวใจขยายตัว – มีจุดเลือดออกและซีด เยื่อหุ้มม้ามซีด แต่เนื้อเยื่อภายในมีสีแดงผิดปกติ ตับซีดและพบจุดเลือดออก ลำไส้เล็กและใหญ่มีเลือดออกเป็นปื้น พบอาหารปริมาณมากในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอ้อยและมันสำปะหลัง
นายนเรศ กล่าวว่า จ.ขอนแก่น ประสบปัญหาช้างป่าประมาณ 3 ปี แหล่งอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของช้าง ประกอบกับพื้นที่ป่าเชื่อมต่อกัน ทั้งภูกระดึง ภูหลวง ภูเรือ ภูผาม่าน ภูเวียง ช้างจึงเคลื่อนย้ายมากินอาหารในพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน โดยเฉพาะ อ.สีชมพู มีความพยายามแก้ปัญหา แต่การเคลื่อนย้ายช้างไม่ใช่เรื่องง่าย ใช้วิธีการผลักดัน แต่สุดท้ายเมื่อแหล่งอาหารไม่เพียงพอ ช้างก็กลับมาอีก จึงต้องใช้วิธีเคลื่อนย้าย โดยเจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญ ประชุมและวางแผนร่วมกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสีดอหูช้าง จะเป็นประสบการณ์ให้นำมาปรับวิธีปฏิบัติ
“จ.ขอนแก่นยังมีปัญหาช้างป่าอีก 5-6 ตัว จะต้องวางแผนร่วมกันว่าการเคลื่อนย้ายจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะย้ายไปแล้วช้างอาจกลับมาอีก อาจต้องเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกับช้างได้อย่างไร อาจต้องปลูกอ้อยเพื่อให้เป็นอาหารของช้างในรัศมี 1 กม.”
สัตวแพทย์ชี้แจงถึงการให้ยาซึมกับสีดอหูพับว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปสังเกตเพื่อประเมินสุขภาพของสัตว์ป่าได้ในระยะใกล้ ต้องสังเกตจากระยะไกล โดยดูจากรูปร่าง ความเกรี้ยวกราดดุร้าย จากนั้นจะประเมินร่วมกันว่าจะต้องวางยาซึมอย่างไร เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้
ยาซึมเข็มแรกยิงประมาณ 19.00 น. ปริมาณยาประเมินจากน้ำหนักช้าง 2,000-3,000 กก. หลังยิงยาซึมช้างยังเคลื่อนไหว เดินและกินต่อไปได้ จึงทิ้งระเวลาจากรอบแรก 15 นาทีแล้วยิงยาซึมซ้ำ ทิ้งเวลาอีก 30 นาที จึงเติมยาเป็นเข็มที่ 3 ระหว่างนั้นมีการฉีดวิตามินให้ช้างด้วย ต่อมาพบว่าช้างฉี่เผื่อขับยาออก เมื่อช้างฟื้นตัวจึงมีการยิงยาซึมเพิ่ม แล้วผูกเชือกรอนำขึ้นรถ แต่จุดแรกนำช้างขึ้นรถไม่ได้ เพราะเป็นที่ชุ่มน้ำจึงต้องย้ายจุดจอดรถแล้วผูกเชือกใหม่ ระหว่างนั้นจะต้องเติมยาเมื่อช้างมีอาการฟื้นตัว
“เราไม่สามารถควบคุมการกินของสัตว์ป่าได้ จึงไม่สามารถทำให้สัตว์ป่าอดอาหารได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยจริง ๆ เจ้าหน้าที่จะนำเคสสีดอหูพับไปพัฒนาและปรับปรุงในเรื่องการเคลื่อนย้ายช้าง และต้องขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้เจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าพวกเราจะปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น”