รวบขบวนการหลอกกดภารกิจออนไลน์ ผู้เสียหาย 73 ราย เสียหายกว่า 11 ล้าน

รวบขบวนการหลอกกดภารกิจออนไลน์ ผู้เสียหาย 73 ราย เสียหายกว่า 11 ล้าน

View icon 46
วันที่ 11 ก.พ. 2569 | 17.24 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (11 ก.พ. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกันจับกุม

1. นายนายวรวัฒน์ อายุ 43 ปี ตามหมายจับศาลอาญา  ที่ 600/2569 ลงวันที่ 29 มกราคม 2569
2. นายเกรียงศักดิ์ อายุ 33 ปี ตามหมายจับศาลอาญา  ที่ 601/2569 ลงวันที่ 29 มกราคม 2569
3. นายโชคชัย อายุ 36 ปี ตามหมายจับศาลอาญา   ที่ 602/2569 ลงวันที่ 29 มกราคม 2569

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน"ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน"

สถานที่จับกุม
ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกจับกุมในพื้นที่ จ.สกลนคร
ผู้ต้องหาที่ 2 และผู้ต้องหาที่ 3 ถูกจับกุมในพื้นที่ จ.เชียงใหม่

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณกลางปี พ.ศ. 2566 บริษัทแห่งหนึ่ง ได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก เป็นช่องทางในการโฆษณาชักชวนประชาชนให้สมัครทำงานออนไลน์

โดยอ้างว่าเป็นลักษณะการปฏิบัติภารกิจโปรโมตสินค้าเพื่อสร้างรายได้ ในระยะแรกกลุ่มผู้กระทำความผิดมีการจ่ายค่าตอบแทนจริงเพื่อสร้าง ความน่าเชื่อถือและจูงใจให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนเพิ่ม

ต่อมาได้มีการชักชวนให้ผู้เสียหายโอนเงินลงทุนในแพ็กเกจต่าง ๆ รวมถึงการเสนอลงทุนในลักษณะการถือหุ้นของบริษัท โดยมีการรับประกันผลตอบแทนในอัตราที่สูงผิดปกติ จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินเข้าร่วมลงทุนต่อเนื่อง
หลายครั้ง ภายหลังจากได้รับเงินลงทุนแล้ว บริษัทได้กำหนดเงื่อนไขการถอนเงินที่ซับซ้อน และไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนหรือคืนเงินต้นให้แก่ผู้เสียหายได้

โดยมักอ้างเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาระบบ หรือข้อกำหนดให้ต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อปลดล็อกการถอนเงิน ก่อนจะดำเนินการบ่ายเบี่ยงและตัดการติดต่อในที่สุด

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบผู้เสียหายรวมจำนวน 73 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 11,411,219.93 บาท โดยมีการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 บัญชี และพบกระแสเงินหมุนเวียนในเครือข่ายมากกว่า 100 ล้านบาท

จากการสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินพบว่า เงินที่ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว มิได้ถูกนำไปใช้ในการประกอบกิจการตามที่กล่าวอ้าง แต่ถูกโอนผ่านบัญชีบุคคลและบัญชีนิติบุคคลหลายทอดเพื่ออำพรางแหล่งที่มา ก่อนจะถูกแปรสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency)

นอกจากนี้ ยังตรวจพบข้อเท็จจริงสำคัญว่า บริษัทดังกล่าว ได้ใช้บัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลบัญชีเดียวกันกับ บริษัทแห่งหนึ่งเป็นเครื่องมือในการรับเงิน แปรสภาพเงิน และกระจายเงินให้แก่กลุ่มเครือข่ายที่ร่วมกระทำความผิด

ทั้งนี้ รูปแบบการชักชวนและพฤติการณ์ในการหลอกลวงประชาชนของบริษัทดังกล่าว มีลักษณะเดียวกันกับคดีของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมผู้เกี่ยวข้องและดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้

โดยปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าทั้งสองคดีมีความเชื่อมโยงกันทางเส้นทางการเงิน และเป็นเครือข่ายอาชญากรรมกลุ่มเดียวกัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องหา

ทั้ง 3 ราย ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าว และได้ดำเนินการติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่สุด จากนั้น
ได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การภาคเสธ อ้างว่าได้สมัครทำงานออนไลน์กับบริษัทดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขให้เปิดบัญชีธนาคาร พร้อมมอบบัญชีและบัตร ATM ให้บุคคลสัญชาติจีนซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท ได้รับค่าตอบแทน 5,000 บาท และเงินเดือน 10,000 บาท โดยอ้างว่าไม่ทราบว่าเงินในบัญชีเป็นเงินจากการหลอกลวง