หมอมนูญ ยกเคสมะเร็งตับ ผู้ป่วยไม่มีประวัติเป็นโรคตับมาก่อน ไม่ปวดท้อง ไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ มาพบหมอเพราะอ่อนเพลียไม่มีแรง น้ำหนักลดฮวบ ตรวจพบมะเร็งตับในระยะผ่าตัดไม่ได้ มะเร็งกระจายทั่วตับ รักษาด้วยวิธี TACE
วันนี้ (16 ก.พ.69) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เชี่ยวชาญด้านระบบการหายใจและผู้ป่วยหนัก ยกเคสผู้ป่วยเพศชาย อายุ 62 ปี ปกติแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจําตัว ไม่มีประวัติโรคตับมาก่อน เริ่มเบื่ออาหาร อ่อนเพลียไม่มีแรง น้ำหนักลด 7 กิโลกรัม ในเวลา 3 เดือน ไม่ปวดท้อง ไม่อาเจียน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แพทย์ตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่า ผิวหนังซีด ไม่มีไข้ คลำท้อง พบตับโตมากทั้งข้างขวาและข้างซ้าย
ผลการเจาะเลือด พบเลือดจาง Hb 7.8 ค่าการทำงานของตับผิดปกติทุกตัว ค่ามะเร็งตับ AFP สูงมาก 2,186 มีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ A และ B ไม่เป็นไวรัสตับอักเสบ C ทำคอมพิวเตอร์ช่องท้อง พบก้อนใหญ่มากในตับข้างขวาขนาด 19.6 × 12.1 × 14.9 เซนติเมตร และมีก้อนเล็ก ๆ อีกหลายก้อนกระจายอยู่ในตับข้างขวาและซ้าย เข้าได้กับมะเร็งตับชนิดแพร่กระจาย
วินิจฉัย ว่าเป็นมะเร็งตับอยู่ในระยะที่ผ่าตัดไม่ได้ กระจายไปทั่วทั้งตับ แพทย์จึงให้เลือด และให้การรักษาด้วยการทำ TACE (Transarterial Chemoembolization) คือ การให้ยาเคมีบำบัด mitomycin C รวมกับ Lipiodol เฉพาะจุดโดยการฉีดผ่านหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งในตับข้างขวาโดยตรง แล้วตามด้วยการอุดหลอดเลือดในตับนั้นด้วย Gelfoam เพื่อตัดเลือดไปเลี้ยงและกักยาเคมีบำบัดไว้ในก้อนมะเร็งในตับ ทำให้มะเร็งในตับขาดเลือดตายไป ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้
หลังทำ TACE มีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้อาเจียน สะอึก 3 วันแล้วดีขึ้น นัดมาทำ TACE ซ้ำภายใน 6 สัปดาห์
นายแพทย์สมาธิ นิชานนท์ ให้ความเห็นว่า คนไข้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงมะเร็งตับเลย ดูเป็นคนดูแลสุขภาพดี มะเร็งตับชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ คือมะเร็งเซลล์ตับ (HCC) ซึ่งมักเกิดขึ้นในผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง (เป็นเวลานาน) ที่เกิดจากการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือภาวะตับแข็ง ผู้ชายมีโอกาสเป็น HCC มากกว่าผู้หญิง และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างจะมีโอกาสเสี่ยงสูงขึ้นไปอีก
ปัจจัยเสี่ยงหลักของมะเร็งเซลล์ตับ คือภาวะตับแข็ง ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) หรือซี (HCV) เรื้อรัง การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง ไขมันพอกตับที่ไม่เกิดจากแอลกอฮอล์ (MASLD/NAFLD) โรคอ้วน เบาหวาน และการได้รับสารอะฟลาทอกซินจากเชื้อราในอาหาร โดยเพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง