ป.ป.ช. ชี้มูล จำเริญ อดีตผู้ว่าฯ ร่ำรวยผิดปกติ 321 ล้าน ส่งอัยการยื่นศาลให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

ป.ป.ช. ชี้มูล จำเริญ อดีตผู้ว่าฯ ร่ำรวยผิดปกติ 321 ล้าน ส่งอัยการยื่นศาลให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

View icon 707
วันที่ 16 มี.ค. 2569 | 12.55 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ป.ป.ช. ชี้มูล จำเริญ อดีตผู้ว่าฯ 4 จังหวัด ร่ำรวยผิดปกติกว่า 321 ล้าน เงินสดในบัญชีเมีย 260 ล้าน ส่งเรื่องให้อัยการยื่นศาลให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมส่งคำวินิจฉัยให้ผู้บังคับบัญชา สั่งลงโทษไล่ออก

วันนี้ (16 มี.ค.69) นายสุรพงษ์  อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก สำนักงาน ป.ป.ช. แถลงมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา และจังหวัดสตูล และขณะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ร่ำรวยผิดปกติ รวมเป็นเงินจำนวน 321,670,858.30 บาท

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า นายจำเริญ ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา และจังหวัดสตูล และขณะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้ และไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวได้ โดยเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมเป็นเงินจำนวน 321,670,858.30 บาท ดังนี้

1. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา จำนวน 1 บัญชี เป็นเงิน 1,488,514.80 บาท
2. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส จำนวน 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 260,846,734.80 บาท
3. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของคู่สมรส จำนวน 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท
4. ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำนวน 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์)
5. รถยนต์ในชื่อของคู่สมรส จำนวน 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า นายจำเริญ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติสืบเนื่องจากการเปรียบเทียบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมเป็นเงินจำนวน 321,670,858.30 บาท
 
ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็น ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน และให้แจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุปไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อสั่งลงโทษไล่ออก โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 125 ด้วย