ป.ป.ท. ลงพื้นที่เขตบางแค สอบข้อเท็จจริงการได้สัญชาติไทยของ “เฉิงเจ้า หวู” หลังยังมีข้อสงสัยการได้มาของสัญชาติ กรมการปกครองรื้อสอบย้อนหลังทั่วประเทศ นับพันรายแต่งงานกับคนต่างด้าว สมรสเท็จเพื่อให้ได้สัญชาติหรือไม่
จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ภาพบัตรประจำตัวประชาชนของ “เฉิงเจ้า หวู” คนจีนที่ได้สัญชาติไทย ระบุที่อยู่ในพื้นที่เขตบางแค กรุงเทพฯ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเกี่ยวข้องกับคดีคลังแสงในจังหวัดชลบุรี รวมทั้งตั้งคำถามว่าชาวจีนสามารถถือครองบัตรประจำตัวประชาชนไทยได้อย่างไรนั้น โดยนายเฉิงเจ้า หวู ได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่ปี 2551 และประกอบธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกอุปกรณ์โทรศัพท์ ทั้งยังยืนยันว่าไม่รู้จักนายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนเจ้าของคลังแสงที่ตรวจยึดได้ใน จ.ชลบุรี
ล่าสุด วันนี้ (11 พ.ค.69) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำโดยนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับกรมการปกครอง ลงพื้นที่สำนักงานเขตบางแค เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาของบัตรประชาชนดังกล่าว หลังพบข้อพิรุธบางประการ
คณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าประชุมร่วมกับนายเทียนชัย วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการเขตบางแค และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน ภายหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง นายเทียนชัย เปิดเผยว่า ได้ชี้แจงขั้นตอนตามข้อกฎหมายและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของสำนักงานเขต ซึ่งย้อนหลังไปถึงปี 2551 โดยในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาจากเอกสารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงเอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างบิดากับบุตร เนื่องจากเป็นกรณีการพิสูจน์สัญชาติตามบิดา ซึ่งเอกสารระบุว่าบิดามีสัญชาติไทย
ผอ.เขตบางแค ยืนยันว่า สิ่งที่เคยให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนเป็นเพียงการอธิบายตามเอกสารที่ปรากฏ มิได้ยืนยันว่าการได้สัญชาติดังกล่าวถูกหรือผิดตามกฎหมาย เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปี และตนยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาดังกล่าว โดยสำนักงานเขตสามารถตรวจสอบได้เฉพาะเอกสารหลักฐานที่ยังปรากฏอยู่เท่านั้น
ผอ. เขตบางแค ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีการตรวจสอบเฉพาะกรณีของนายเฉิงเจ้า หวู เพียงรายเดียว เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพบัตรประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องประสานกับกรมการปกครองและสำนักทะเบียนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการย้อนตรวจสอบกรณีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในลักษณะเดียวกัน นายเทียนชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ยังไม่สามารถทราบได้ว่ามีกระบวนการตรวจสอบในขณะนั้นอย่างไร แต่เมื่อเกิดกระแสข่าวขึ้น จึงจำเป็นต้องนำแฟ้มข้อมูลเดิมกลับมาตรวจสอบอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้กำกับการ สน.เพชรเกษม ซึ่งได้เชิญไปให้ถ้อยคำ โดยเบื้องต้นตำรวจยืนยันเพียงว่า กรณีของนายเฉิงเจ้า หวู ไม่เกี่ยวข้องกับคดีพบ อาวุธสงครามและ ระเบิดในจังหวัดชลบุรี แต่ไม่ได้ยืนยันว่าบัตรประชาชนได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
“สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการในช่วงปี 2551 ปัจจุบันได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชิญมาให้ถ้อยคำ เว้นแต่หน่วยงานส่วนกลางหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีคำสั่งให้ตรวจสอบเพิ่มเติม”
ทางด้านกรมการปกครอง ชี้แจงว่า การขอสัญชาติไทยต้องเป็นไปตามกฎหมายหลายฉบับและพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยกรณีนี้จำเป็นต้องตรวจสอบย้อนหลังไปถึงรุ่นบิดา มารดา และปู่ย่า ว่าการได้สัญชาติไทยเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้อง อาจมีการเพิกถอนสัญชาติย้อนหลังตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ มาจนถึงรุ่นลูก
ด้านนายชาคริต ตันพิรุฬห์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารงานทะเบียน กรมการปกครอง กล่าวว่า ขณะนี้กรมการปกครองกำลังเร่งสืบสวนกรณีดังกล่าว รวมถึงป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการสวมบัตรประชาชน เนื่องจากถือเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันว่า ระบบทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองยังมีความน่าเชื่อถือ แต่ยอมรับว่าในบางกรณีอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเป็นพฤติกรรมเฉพาะบุคคล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบโดยรวม
ทั้งนี้ กรมการปกครองกำลังมุ่งตรวจสอบกรณีชายไทยที่สมรสกับหญิงต่างด้าวหรือหญิงต่างชาติ โดยเฉพาะหญิงชาวจีน ซึ่งมีข้อมูลหลายพันรายทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก หลังพบพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายสมรสเท็จหรือการนำชายไทยมาแสดงตนเป็นบิดาของเด็กเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย
สำหรับกรณีของนายเฉิงเจ้า หวู พบว่าได้รับสัญชาติไทยโดยการพิสูจน์สัญชาติตามบิดา ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่าบิดาได้รับสัญชาติไทยอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยพบว่าครอบครัวมีพี่น้องประมาณ 4-5 คน ซึ่งได้รับสัญชาติไทยแล้ว 4 คน จากการพิสูจน์สัญชาติเนื่องจากบิดามีสัญชาติไทย ส่วนอีก 1 คน อยู่ระหว่างตรวจสอบ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นายเฉิงเจ้า หวู มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรในพื้นที่เขตบางแค ซึ่งเป็นสถานประกอบธุรกิจ ขณะที่กรณีการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอื่นในชั้นผู้ต้องหา ถือว่าสามารถทำได้ตามกฎหมาย หากมีการอยู่อาศัยจริงในสถานที่ดังกล่าว
ส่วนกรณีเจ้าของบ้านยินยอมให้บุคคลสัญชาติจีนเข้าพักอาศัยนั้น ตามกฎหมายเจ้าบ้านจำเป็นต้องทราบว่าใครเข้าออกภายในบ้าน และต้องเป็นผู้ให้ความยินยอมในการเข้าพักอาศัย
ด้านนายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 สำนักงาน ป.ป.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ ป.ป.ท. ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่พบการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบัตรประชาชนดังกล่าวได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
พร้อมยืนยันว่า หากพบว่ามีข้าราชการหรือบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย หน่วยงานจะดำเนินการอย่างถึงที่สุด เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป