สืบนานกว่า 7 เดือน นำมาสู่ปฏิบัติการ “คชาฆาตปิดปลายงา” บุก 7 จังหวัด ทลายเครือข่ายค้างาช้างข้ามชาติ ยึดของกลางมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท
วันนี้ ( 11 พ.ค. 69 ) ศูนย์ปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปทส.ตร.) พร้อม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำผิดด้านสัตว์ป่าและพืชป่า (ชุดเหยี่ยวดง) ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 9 คน ในพื้นที่ 7 จังหวัด ทั้ง สมุทรสาคร อุทัยธานี กำแพงเพชร ชุมพร สงขลา ชลบุรี และ จันทบุรี พร้อมตรวจยึดของลาง
13 รายการ ประกอบด้วย งาช้าง (แบบท่อน) 140 กิโลกรัม ,งาช้าง (แบบหั่นชิ้น) 40 กิโลกรัม ,สร้อยลูกประคำงาช้าง 7 กิโลกรัม ,สร้อยพระงาช้าง 5 กิโลกรัม ,ลูกประคต 2 กิโลกรัม ,ผงงาช้าง 5 กิโลกรัม ,กำไล/หัวเข็มขัด,งาช้างอัดเรซิ่น ,มีดงาช้าง/มีดเขากวาง ,ชิ้นส่วนหางกระเบน ,เครื่องตัด หั่น เจียร์ เจาะ /สว่าน/เลื่อย และซากเต่ากระ 1 ตัว ซึ่งงาช้าง,งาช้างหั่นชิ้น และ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ทำจากงาช้าง น้ำหนักรวมประมาณ 250 กิโลกรัม
ราคาขายในท้องตลาด ประมาณ กก. ละ 30,000 บาท มูลค่าของกลาง เกือบ 10 ล้านบาท และพบเงินหมุนเวียนในระบบ ประมาณ 10 ล้านบาท ในในระยะเวลาประมาณ 10 เดือน
การจับกุมสบเนื่องจาก ตำรวจ กก.5 บก.ปทส. ได้สืบสวน กลุ่มผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า งาช้างและเขี้ยวพะยูน ผิดกฎหมาย โดยพบว่า ความต้องการซื้องาช้างผิดกฎหมายมีความต้องการสูงขึ้นมากผิดปกติ และมีการลงประกาศซื้อขายกันอย่างแพร่หลาย จึงสืบสวนขยายผลจนทราบว่ามีกลุ่มเฟซบุ๊ก ชื่อ “เขี้ยวงา เครื่องรางจากสัตว์” ที่รวมตัวผู้ค้าขายงาช้างผิดกฎหมาย ก่อนจะมีการซื้อขายงาช้างกันเป็นจำนวนมาก และเป็นวงกว้าง ชุดสืบสวนจึงได้ติดต่อทำทีขอซื้องาช้าง และส่งของที่ได้รับดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ ยืนยันว่าเป็นงาช้างสายพันธุ์แอฟริกาทุกราย ซึ่งจากการตรวจสอบเครือข่าย พบว่ามีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของการเปิดปฏิบัติการ Operation Broken Ivory “คชาฆาตปิดปลายงา” เพื่อทลายเครือข่ายกลุ่มผู้ค้างาช้างผิดกฎหมายกลุ่มนี้ ซึ่งจะเป็นการลดความต้องการในการซื้อขายงาช้างผิดกฎหมายในตลาด ที่ส่งผลกระทบต่อการล่าช้างเพื่อเอางามาขาย
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนใช้เวลาในการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานกว่า 7 เดือน จนทราบว่างาช้างที่กลุ่มผู้ต้องหานี้นำมาลักลอบจำหน่ายคืองาช้างแอฟริกา ที่ลักลอบนำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ก่อนนำออกมากระจายจำหน่ายให้กับตัวแทน และกลุ่มผู้ที่นิยมสะสมเครื่องประดับงาช้าง ตลอดจนร้านจำหน่ายอุปกรณ์ที่มีซากงาช้างเป็นส่วนประกอบ เมื่อทราบถึงแผนประทุษกรรมจนเป็นที่แน่ชัด จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และนำมาซึ่งการรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับและหมายค้นจากศาลอาญา
โดยในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงถูฏแจ้งข้อหา ฐาน “มีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือ ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”