หมิงเฉิน ชักเกร็ง หมดสติระหว่างเข้าเรือนจำ จ.ชลบุรี

View icon 19
วันที่ 12 พ.ค. 2569 | 11.06 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - หลังจาก นายหมิงเฉิน ถูกคุมตัวไปเรือนจำพิเศษพัทยา ระหว่างขั้นตอนคัดกรองคนเข้าเรือนจำ จู่ ๆ นายหมิงเฉิน มีอาการชักเกร็ง ร่างกายไม่ตอบสนอง เจ้าหน้าที่ต้องรีบเข้าช่วยเหลือโดยด่วน

หมิงเฉิน ชักเกร็ง หมดสติระหว่างเข้าเรือนจำ จ.ชลบุรี
เป็นภาพนายหมิงเฉิน บอกกับตำรวจ หลังถูกพาตัวขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหาทันทีว่า ต้องการยา คาดว่าเป็นยารักษาโรคซึมเศร้า แต่อยากให้คุณผู้ชมดูภาพยากันชัด ๆ ถุงสีน้ำตาลที่ตำรวจเดินถือตามหลัง เป็นยาของนายหมิงเฉิน ทั้งหมด

หลังถูกพาตัวขึ้นรถไปศาลจังหวัดพัทยา และพาตัวไปเรือนจำพิเศษพัทยาตามขั้นตอน แต่ระหว่างที่คัดกรองผู้ต้องขัง จู่ ๆ นายหมิงเฉิน มีอาการชักเกร็งรุนแรง จึงต้องส่งห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน 

จากข้อมูลของตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ที่คุมตัว บอกว่า ก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาเครียด ไม่ยอมกินข้าว ตำรวจถึงขั้นป้อนข้าวก็ไม่กิน เอาแต่ดื่มน้ำ และ ขอสูบบุหรี่

ขณะที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ร่วมกับตำรวจชุดปฎิบัติการพิเศษ หรือ หน่วยสวาท วางกำลังเข้ม และเดินตรวจตรารอบโรงพยาบาล เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

หมิงเฉิน ยังรักษาตัวในห้องไอซียู จ.ชลบุรี
ล่าสุดทีมข่าว 7HD ไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลฯ เช้านี้ พบว่า นายหมิงเฉินยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ชั้น 2 ซึ่งคณะแพทย์ยังดูแลอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางตำรวจ และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ที่เฝ้าระวังอยู่หน้าห้อง

ส่วนสาเหตุอาการชักเกร็ง จากการสอบถาม นายแพทย์ วิชัย ธนาโสภณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ระบุว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องรายงานอาการ และขั้นตอนการดูแลรักษานายหมิงเฉิน ให้กับตำรวจ จึงขอให้นักข่าวสอบถาม ผู้บังคับบัญชาระดับสูง แทน

รมว.ยุติธรรม สั่งตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย หมิงเฉิน
ด้าน พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ชุดปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวน จัดกำลังเข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัย

ส่วนสาเหตุเกิดจากภาวะเครียดใช่หรือไม่ พลตำรวจโท รุทธพล บอกว่า กำลังให้แพทย์ดูทั้งระบบ รวมถึงให้มีการตรวจสอบหาสารเสพติดด้วย

3 แหล่งข่าวระบุ หมิงเฉิน พัวพันสแกมเมอร์
ที่ทำเอาโซเชียลฯ ฮือฮา บอกว่า คิดแล้วว่าไม่น่าใช่การสะสมอาวุธ เพราะความชอบเฉย ๆ ก็คือผลการสอบสวน ที่มีแหล่งข่าวถึง 3 คน ระบุตรงกันว่า นายหมิงเฉิน เกี่ยวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์ คนแรกคือ วาสนา นาน่วม สื่อมวลชนอาวุโสสายทหาร 

"วาสนา นาน่วม" ระบุว่า "นายหมิงเฉิน" เป็นระดับบอสคนหนึ่งของสแกมเมอร์จีนทุนเทา มีอิทธิพลในกัมพูชา รู้จักทหาร และคนใหญ่คนโตในกัมพูชา เป็นคนจ่ายงาน-รับงาน เกี่ยวกับการสังหาร การทำร้ายคนและจะเคลื่อนไหวเฉพาะในกัมพูชา ไม่เคยมีประวัติการก่อเหตุใด ๆ ในไทย โดยเจ้าตัวจะเป็นคนวางแผน และจัดหาอาวุธ ส่งผ่านช่องทางทางธรรมชาติ สั่งการให้ลูกน้องเป็นคนลงมือ

ส่วนที่ว่าทำไมถึงเลือกมาอยู่ในไทย ถ้าจำคำให้การแรก ๆ ได้ เจ้าตัวบอกว่า ที่นี่เหมือนเป็น Safe Haven เป็นสถานที่ปลอดภัย ค่าครองชีพถูก สามารถใช้เงินซื้อหาสิ่งที่ต้องการได้ ซึ่งหน่วยข่าวที่ให้ข้อมูล ตั้งข้อสังเกตว่า นายเฉิน ไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนคนซึมเศร้า และคนที่ป่วยแบบนี้คงไม่เอาเสื้อเกราะประกอบระเบิด C4 ไว้ใช้ฆ่าตัวตาย เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น และอย่างที่รู้ว่า กลุ่มทุนจีนเทาโกรธไทยที่ไปยึดศูนย์สแกมเมอร์ ที่ลงทุนไปไม่รู้กี่พันล้านบาท ฉะนั้นจะประมาทเรื่องนี้ไม่ได้

อีกคนที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ตรงกันก็คือ "อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน" นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ที่ได้มาพูดเรื่องนี้ไว้ในรายการ "มีเรื่องต้องคุย" เมื่อวานนี้ ว่าได้ข้อมูลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือ ชี้ว่า "หมิงเฉิน" อาจเป็นสมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ระดับปฏิบัติการ

คาดว่า เป็นมือขวาคนสนิทของระดับ "หัวโจก" ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ และจุดประสงค์แท้จริงของ "หมิงเฉิน" คือ การรับคำสั่งให้เข้าไปสั่งสอน หรือสางแค้นกลุ่มหัวโจกในกัมพูชา จากความเห็นไม่ตรงกันแล้วตีกันเอง แต่ก็ไม่เคยพบประวัติเข้ามาก่อเหตุในไทย

ชี้เป้าแบบฟันธงมาแล้ว 2 คน แล้วทางตำรวจว่าอย่างไร สอบถามเรื่องนี้กับ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มาออกในรายการ "มีเรื่องต้องคุย" ด้วยเหมือนกัน ก็ให้คำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ว่าพอจะอนุมานวัตถุประสงค์ของเจ้าตัวได้ในระดับหนึ่ง และรับว่ามีข้อมูลใน "อุปกรณ์อิเลกทรอนิคส์" ที่เชื่อมโยงกับแก๊งจีนทุนเทา แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ในรายการ ยังมีการพูดถึงอาชีพของหมิงเฉิน ที่บอกว่า เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง จริง ๆ แล้วคือ มีหน้าที่แค่เป็นผู้ดูแลสถานบันเทิงหลาย ๆ แห่งในกัมพูชา โดยมีบอสใหญ่ เป็นชายชาวจีนที่มีฉายาว่า "Dragon head" ทราบข้อมูลว่าไปซื้อเกาะส่วนตัวอยู่ในต่างประเทศ

ด้านการป้องกัน ผบ.ตร. ได้สั่งการแล้ว ว่าในช่วง 3 เดือนนี้ ให้ทุกหน่วย "เอกซเรย์ ระดม กวาดล้าง" คนต่างชาติที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบของตัวเอง ระยะต่อไปคือ "ขุดรากถอนโคน" ไล่ตรวจสอบเอกสารชาวต่างชาติในไทย ปิดช่องโหว่การกระทำผิดกฎหมาย และระยะยาว คือ การจัดทำฐานข้อมูล ตรวจสอบสถานะคนต่างชาติ เชื่อมโยงกับระบบ One Police ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง