เช้านี้ที่หมอชิต - "หมิงเฉิน ซัน" ผู้ต้องหาคดีครอบครองอาวุธสงคราม และวัตถุระเบิด ซุกซ่อนไว้ในบ้านพัก จังหวัดชลบุรี มีหลายกระแสข่าวชี้ว่า เขาเกี่ยวพันกับสแกมเมอร์ แต่เป็นใคร ทำหน้าที่อะไร เดี๋ยวเรามาถอดเบาะแสกัน เริ่มจาก ผบ.ตร.ก่อนเลย
ยืนยันตัวตน “หมิงเฉิน” ด้วยคำพูดจากปากของพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชัดเจนที่สุดว่า เขาเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และทำหน้าที่เกี่ยวกับกระเป๋าเงินของเครือข่ายนี้
คนที่ 2 คือ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ใน "อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" ที่เชื่อมโยงกับแก๊งจีนทุนเทา มีหลักฐานบ่งชี้ว่า แรงจูงใจในการเตรียมการเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงบางอย่างกับกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง แต่ไม่มีเป้าหมายเตรียมก่อเหตุในไทย
คนที่ 3 คือ "อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน" นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ให้ข้อมูลว่า "หมิงเฉิน" อาจเป็นสมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ระดับปฏิบัติการ คาดว่า เป็นมือขวาคนสนิทของระดับ "หัวโจก" ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ และจุดประสงค์แท้จริงของ "หมิงเฉิน" คือ การรับคำสั่งให้เข้าไปสั่งสอน หรือสางแค้นกลุ่มหัวโจกในกัมพูชา
คนที่ 4 คือ "วาสนา นาน่วม" สื่อมวลชนอาวุโสสายความมั่นคง อ้างข้อมูลหน่วยข่าว ระบุว่า "หมิงเฉิน" เป็นระดับบอสของสแกมเมอร์จีนทุนสีเทา มีอิทธิพลในกัมพูชา รู้จักทหาร และคนใหญ่คนโตในกัมพูชา เป็นคนจ่ายงาน-รับงาน เกี่ยวกับการสังหาร การทำร้ายคน และจะเคลื่อนไหวเฉพาะในกัมพูชา สอดคล้องกับข้อมูลของโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อีกทั้งยังเป็นคนวางแผน และจัดหาอาวุธ ส่งผ่านช่องทางทางธรรมชาติ ให้ลูกน้องนำไปใช้ก่อเหตุ
ข้อมูลสุดท้าย ได้จากแหล่งข่าวระดับสูง ที่บอกกับทีมข่าว 7HD เดิมที “หมิงเฉิน” มีหน้าที่หลัก คือ จัดหาคนไปทำงานในแก๊งสแกมเมอร์ แต่ภายหลังการกวาดล้างอย่างหนัก ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการหาเงิน ไปใช้วิธี “โจรปล้นโจร” รีดไถเงินแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง ซึ่งจากหลักฐานพบว่าเป้าหมายในการก่อเหตุอยู่ในต่างประเทศทั้งหมด ยังไม่พบในไทย
ด้วยข้อมูลที่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน จับประเด็นได้ว่า
1.เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์แน่นอน
2.อาวุธที่เจอน่าจะเตรียมไว้สางแค้น หรือขู่เอาเงินจากกลุ่มคู่อริ
3.ไม่ได้มีเป้าหมายก่อเหตุในไทย
ฟังมาขนาดนี้ ก็น่าจะโล่งใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่วางใจได้เลย เพราะคดีนี้ยังพัวพันอีกหลายคน และยังไม่รู้เลยว่า อาวุธที่ได้มาโดยเฉพาะระเบิด C4 ได้มาอย่างไร
ประเด็นนี้ กระทรวงกลาโหม ให้คำตอบว่า อยู่ระหว่างการนำข้อมูลที่เจอของกลาง ไปตรวจเทียบกับอาวุธในแต่ละหน่วย ซึ่งช่วงที่มีการส่งมอบหน้าที่ จะมีการเช็กอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างละเอียดอยู่แล้ว เชื่อว่าจะพบความจริงได้ไม่ยาก
ส่วนที่มีคนบอกว่า "หมิงเฉิน" รู้จักกับข้าราชการไทย เรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่า ต้องสอบสวนให้ดี เพราะผู้ต้องหาเข้ามาอยู่ไทยหลายปี การไปรู้จักใครก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากพบว่าใครร่วมกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
และการที่ผู้ต้องหาครอบครองอาวุธปืน และระเบิด C4 ได้มากขนาดนี้ ก็ไม่ใช่เป็นเพราะความบกพร่องทางมาตรการ แต่เป็นเรื่องการกระทำผิดที่ตัวบุคคล ต้องขยายผลว่าผู้ต้องหานำมาจากไหน และใครที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบ
สำหรับอาการป่วยของ "หมิงเฉิน" มีการชี้แจงออกมาจากกรมราชทัณฑ์ว่า หลังรับตัวเข้าไปในเรือนจำเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ช่วงประมาณ 17.00 น. เจ้าตัวก็มีอาการชักเกร็งขึ้นมา แล้วหมดสติ จึงใส่เครื่องช่วยหายใจ และนำส่งไปยัง "โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ" ก่อนย้ายไปอยู่ในห้อง ICU ตอน 21.00 น. ซึ่งทางเรือนจำตรวจสอบแล้ว ไม่พบมีสารเสพติดในร่างกาย ขณะนี้ อยู่ระหว่างรอผลตรวจเลือด ที่คาดว่าจะทราบภายใน 5-15 วัน
โฆษกกรมราชทัณฑ์ ให้ข้อมูลว่า อาการป่วยอาจเกิดจากการ "กินยารักษาโรคซึมเศร้าเกินขนาด" ประกอบกับเผชิญความเครียดสูงที่ถูกสอบเค้นเอาข้อมูลอย่างหนัก
ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเกิดจากอะไร ตอนนี้ ทั้งตำรวจและกรมราชทัณฑ์ ต่างก็ไม่วางใจ จัดส่งกำลังไปสนับสนุนเฝ้าระวังผู้ต้องหาตลอด 24 ชั่วโมง นอกเหนือจากการดูแลของแพทย์
ส่วนนางสาว ยู ซี หม่า ชาวไต้หวัน ที่นั่งรถเก๋งโดยสารมากับ “นายหมิงเฉิน” ช่วงที่ประสบอุบัติเหตุ ขณะมุ่งหน้าเมืองพัทยา ยังถูกคุมตัวในห้องขัง สภ.นาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และเป็นการคุมขังเข้าสู่วันที่ 5 (13 พ.ค.) แล้ว
เบื้องต้น สภาพจิตใจของเธออยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่แสดงอาการเครียดเหมือนช่วงแรก แต่ยังต้องใช้ยาช่วยในการหลับ