รฟท. สั่งให้ออก คนขับรถไฟฉี่ม่วง ยอมรับไม่ได้ตรวจสารเสพติดก่อนปฏิบัติงาน

รฟท. สั่งให้ออก คนขับรถไฟฉี่ม่วง ยอมรับไม่ได้ตรวจสารเสพติดก่อนปฏิบัติงาน

View icon 22
วันที่ 18 พ.ค. 2569 | 10.02 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ผลตรวจพบสารเสพติด การรถไฟฯ สั่งให้ออก คนขับรถไฟชนรถเมล์ พร้อมสั่งสอบเพิ่ม ช่างเครื่องหรือผู้ช่วยคนขับรถไฟ ยอมรับก่อนปฏิบัติงานตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ สารเสพติดมีตรวจแค่ประจำปี ข้อมูลกล่องดำพบ คนขับเบรกฉุกเฉินก่อนถึงจุดชนเพียง 100 เมตร ทั้งที่ตามหลักควรมีระยะเบรกประมาณ 500-600 เมตร

ความคืบเหน้าโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ วันนี้ (18 พ.ค.69) นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีผลตรวจสารเสพติดของพนักงานขับรถไฟที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่คืนวานนี้ (17 พ.ค.69) โดยปกติการรถไฟฯ จะมีการตรวจแอลกอฮอล์และตรวจสุขภาพเบื้องต้นก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมบันทึกผลตรวจทุกครั้ง แต่การตรวจสารเสพติดยังไม่ได้ดำเนินการเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเหตุ กรมการขนส่งทางราง ได้สั่งการให้การรถไฟฯ เร่งรัดมาตรการตรวจสารเสพติดกับพนักงานขับรถทุกคนเพิ่มเติม

นายอนันต์ ระบุว่า ที่ผ่านมา การรถไฟฯ มีการสุ่มตรวจสารเสพติดเฉพาะช่วงตรวจสุขภาพประจำปี และพนักงานใหม่ที่เข้าทำงานเท่านั้น ส่วนพนักงานขับรถไฟรายดังกล่าวเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่ปี 2566 หรือประมาณ 3 ปี ซึ่งก่อนเกิดเหตุในวันที่ 15 พ.ค.69 ได้ผ่านการตรวจแอลกอฮอล์ตามขั้นตอน และไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย

ส่วนประเด็นเรื่องใบอนุญาตขับรถไฟ นายอนันต์ชี้แจงว่า เดิมการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้พนักงานขับรถเอง แต่หลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ได้กำหนดให้พนักงานขับรถต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางราง โดยการรถไฟฯ ได้ส่งรายชื่อพนักงานทั้งหมดเพื่อขออนุญาตเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตในรูปแบบดิจิทัลผ่านระบบของกรมการขนส่งทางราง

สำหรับข้อมูลจากกล่องบันทึกความเร็ว หรือ “กล่องดำ” นายอนันต์ ระบุว่า ระบบดังกล่าวบันทึกเฉพาะข้อมูลความเร็ว โดยขบวนรถไฟที่เกิดเหตุเดินทางออกจากสถานีคลองตัน ใช้ระยะทางประมาณ 2,800 เมตรก่อนถึงจุดเกิดเหตุ และใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนมีการเบรกฉุกเฉินในระยะประมาณ 100 เมตรก่อนถึงจุดชน

นายอนันต์อธิบายเพิ่มเติมว่า ระยะเบรกปกติของรถไฟ เมื่อรวมระยะตัดสินใจและการเบรกแบบปกติ จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 เมตร ในกรณีใช้ความเร็วสูงสุดประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่หากใช้ความเร็วต่ำลง ระยะเบรกก็จะสั้นลงตามความเร็วและน้ำหนักของขบวนรถ

ทั้งนี้ มีข้อสงสัยว่า หากพนักงานขับรถมองเห็นสัญญาณมือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดในระยะใกล้ จะสามารถหยุดรถได้ทันหรือไม่ นายอนันต์ชี้แจงว่า โดยปกติพนักงานขับรถจะมองเห็นสัญญาณได้ในระยะประมาณ 300-500 เมตร ขณะที่ระยะเบรกฉุกเฉินจะอยู่ที่ประมาณ 500-600 เมตรในกรณีใช้ความเร็วสูงสุด แต่สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ รถไฟใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงต้องพิจารณาร่วมกับสภาพการเดินรถและน้ำหนักของขบวนด้วย

นายอนันต์ระบุว่า แม้รถไฟจะใช้ความเร็วไม่สูงมาก แต่ตามหลักปฏิบัติ หากพบว่าเครื่องกั้นถนนยังปิดไม่เรียบร้อย หรือสัญญาณไฟอนุญาตยังไม่แสดงผล พนักงานขับรถจำเป็นต้องชะลอความเร็วลงล่วงหน้า พร้อมเตรียมหยุดรถ และเฝ้าสังเกตสัญญาณมือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัด เพื่อให้สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุผิดปกติ

นายอนันต์ระบุเพิ่มเติมว่า ตามระเบียบการเดินรถ พนักงานขับรถไฟต้องปฏิบัติตามสัญญาณข้างทางเป็นหลัก ซึ่งกรณีเครื่องกั้นถนน หากระบบทำงานสมบูรณ์ จะมีสัญญาณไฟอนุญาตให้รถไฟผ่านได้ แต่หากเครื่องกั้นยังไม่ปิดครบทั้ง 2 ด้าน สัญญาณไฟดังกล่าวจะไม่แสดงผล และพนักงานขับรถต้องดู “สัญญาณมือ” จากเจ้าหน้าที่ประจำซุ้มแทน คล้ายกับการใช้สัญญาณมือของตำรวจจราจรเมื่อไฟจราจรขัดข้อง

ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่า ขณะเกิดเหตุเครื่องกั้นถนนยังไม่ถูกนำลง เนื่องจากมีการจราจรติดค้างอยู่บนถนน ส่งผลให้สัญญาณไฟอนุญาตไม่แสดงผล โดยพนักงานขับรถจึงจำเป็นต้องดูสัญญาณมือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดแทน

ส่วนกรณีภาพวงจรปิดที่ปรากฏเจ้าหน้าที่ใช้ธงแดงส่งสัญญาณ นายอนันต์ชี้แจงว่า การส่งสัญญาณของเจ้าหน้าที่มีทั้งสัญญาณมือ สัญญาณธง และสัญญาณไฟ โดยลักษณะที่เห็นในภาพข่าว คือการยืนเหยียดแขนพร้อมถือธง ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณ “ห้าม” หรือ “ไม่อนุญาต” ให้รถวิ่งผ่าน

ขณะเดียวกัน นายอนันต์ยอมรับว่า การที่พนักงานขับรถไฟไม่สวมเครื่องแบบระหว่างปฏิบัติหน้าที่ถือว่า “ไม่ปกติ” และอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากตามระเบียบจำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบขณะปฏิบัติงาน

ส่วนโครงสร้างการปฏิบัติงานบนหัวรถจักร จะมีพนักงานขับรถ 1 คน และช่างเครื่อง อีก 1 คน ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยคนขับรถรถไฟ ทำหน้าที่ด้านเทคนิคและช่วยสังเกตสัญญาณต่าง ๆ โดยวันเกิดเหตุช่างเครื่องอยู่ในขบวนด้วยและได้รับบาดเจ็บ แต่ขณะนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งช่างเครื่องก็อาจถูกสอบสวนร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับผลการสอบข้อเท็จจริงของทั้งคณะกรรมการการรถไฟฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายอนันต์กล่าวอีกว่า ในเบื้องต้น การรถไฟฯ เตรียมพิจารณาดำเนินการทางวินัยกับพนักงานขับรถเป็นลำดับแรก หลังพบผลตรวจสารเสพติดเบื้องต้น โดยสารที่พบมีทั้งกัญชาและยาบ้า แต่ยังต้องรอผลยืนยันอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาลอีกครั้ง ก่อนแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่ตำแหน่งอื่นยังอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง