สนามข่าว 7 สี - เมื่อวาน (18 พ.ค.) กระทรวงคมนาคม ตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่เกี่ยวกับเหตุการณ์รถไฟชนกับรถเมล์ โดยมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับสรุปผลภายใน 15 วัน พร้อมกับวางมาตรการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย
"คมนาคม" แจงปมร้อนรถไฟชนรถเมล์
การแถลงข่าวครั้งนี้มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการเยียวยา รวมถึงการแก้ไขปัญหาในมิติต่าง ๆ
แต่ประเด็นที่คนให้ความสนใจ คือ กรณี พนักงานขับรถไฟ ที่มีข่าวว่า "ไม่มีใบอนุญาตขับรถไฟ"
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงว่า ปัจจุบันมีทั้งใบอนุญาตที่ออกโดยการรถไฟฯ (หรือ "รฟท.") และ ใบอนุญาตตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางราง
ซึ่งพนักงานขับรถไฟคันที่เกิดเหตุ มีใบอนุญาตของการรถไฟฯ ถูกต้อง แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรับรอง โดย กรมการขนส่งทางราง
ขณะที่ นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ขยายความว่า พนักงานขับรถไฟ ต้องผ่านการเป็นช่างเครื่องไม่น้อยกว่า 7 ปี ก่อนสอบเลื่อนตำแหน่ง ผ่านการตรวจสุขภาพ และสารเสพติด
โดยปัจจุบัน รฟท. มีพนักงานขับรถไฟ 951 คน และได้ส่งรายชื่อให้ กรมการขนส่งทางราง รับรองแล้ว 591 คน คาดว่าจะดำเนินการครบภายในเดือนกรกฎาคมนี้
ส่วนการดำเนินการจะมี 3 ส่วน คือ
1. ความผิดทางอาญา ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมาย โดย "รฟท." จะเป็นเจ้าทุกข์ ฟ้องร้องพนักงานขับรถไฟ ฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต
2. ความผิดทางวินัย รฟท. และ ขสมก. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลยจะถูกสั่งพักงาน และรับโทษทางวินัยทันที
3. เตรียมยกระดับความปลอดภัยบังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน ซึ่งจะยกเลิกการสุ่มตรวจ เปลี่ยนเป็นปูพรมตรวจสารเสพติด 100% กับพนักงานขับรถสาธารณะทุกคน (รฟท., ขสมก., บขส.) และต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน
ส่วนอีกประเด็นที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อวาน คือ มีกระแสข่าวว่าพนักงานขับรถไฟไม่ได้อยู่ในห้องควบคุมรถ
ซึ่งมีการดูจากคลิปวงจรปิดตอนที่ขบวนรถขับผ่านพนักงานโบกธง แล้วตั้งข้อสังเกตกันว่า ไม่เห็นพนักงานขับรถไฟอยู่ในห้องควบคุม
ทีมข่าว "สนามข่าว 7 สี" นำภาพจากกล้องวงจรปิด ทั้งก่อนชนและหลังชนมาตรวจสอบ ทั้งแบบวิดีโอและภาพนิ่ง ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า พนักงานขับรถไฟคนดังกล่าวอยู่ในห้องควบคุมหรือไม่ เพราะภาพไม่ชัดเจน แม้มีการปรับแสงและความคมชัดแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ (18 พ.ค.) นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า พนักงานขับรถไฟคนดังกล่าวอยู่บนขบวนรถ แต่จะอยู่ในห้องควบคุมหรือไม่นั้น ต้องรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ในการแถลงข่าว มีทั้งกรณีที่ นายพิพัฒน์ ขอเป็นตัวแทนรัฐบาล และ กระทรวงคมนาคม แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
พร้อมแจกแจงเรื่องเงินชดเชย-เยียวยา เบื้องต้นผู้เสียชีวิตจะได้รับรายละ 2,390,000 บาท
(บาดเจ็บ ขสมก. รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง 80,000-1,000,000 บาท หากเกินที่กำหนด ขสมก. จะจ่ายส่วนต่างให้ทั้งหมด และยังมีเงินช่วยเหลือจากภาคส่วนต่าง ๆ อีกรวม ๆ มากกว่า 50,000 บาท)
ศึกษา 3 เดือนเลิกวิ่งรถไฟในตัวเมือง
ส่วนการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเดินรถไฟตอนนี้แบ่งเป็น 2 มิติ คือ รถไฟโดยสาร กับ รถไฟขนส่งสินค้า
สำหรับ รถไฟโดยสาร การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนจะใช้กฎเหล็ก คือ "ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน" พร้อมกับเชื่อมต่อระบบสัญญาณไฟจราจร และขอความร่วมมือประชาชนหยุดรถหลังเส้นเหลือง
ระยะกลาง จะปรับแผนไม่ให้รถไฟทางไกล หรือ รถไฟชานเมืองเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน โดยสายตะวันตกและสายใต้ให้หยุดที่ "สถานีตลิ่งชัน" เพื่อต่อสายสีแดง และสายตะวันออก หยุดที่ สถานีลาดกระบัง เพื่อเชื่อมต่อกับต่อแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ซึ่งรัฐบาลจะใช้ "ตั๋วร่วม" ดูแลค่าโดยสารไม่ให้เพิ่มขึ้น
ระยะยาว จะเร่งสร้างทางรถไฟยกระดับช่วง Missing Link (หรือ โครงการรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยาย ช่วงพญาไท-ยมราช-สถานีกลางฯ) ให้แล้วเสร็จ และดัน สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เป็นสถานีปลายทางหลัก และยกเลิกสถานีหัวลำโพง
สำหรับรถไฟขนส่งสินค้า ระยะเร่งด่วน ได้สั่งหยุดรถไฟสินค้าเข้าเมือง ซึ่งลดได้ 10 ขบวนต่อวัน พร้อมให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก แล้วใช้รถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งแทน ขบวนรถขนน้ำมันห้ามเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนขบวนรถสินค้าอื่น ๆ จะอนุญาตให้วิ่งเฉพาะกลางคืน
ส่วนระยะยาว จะเดินหน้าพัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 ให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง และสร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปยังถนน และทางน้ำพื้นที่ปริมณฑล
นายพิพัฒน์ บอกว่า หากผลการศึกษาได้ข้อสรุปภายใน 3 เดือน และผลออกมาชัดเจนว่า ไม่จำเป็นที่จะให้รถไฟไปสิ้นสุดที่สถานีหัวลำโพง กระทรวงฯ พร้อมปิดสถานีหัวลำโพงด้วย เพราะตอนนี้มีสถานีกลางบางซื่อแล้ว
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายพิพัฒน์ กล่าวถึงกรณีสังคมตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบทางการเมือง โดยยืนยันว่า ต้องรอผลสอบข้อเท็จจริงว่าเกิดจากความบกพร่องของใคร หากพบความละเลย และเกี่ยวข้องมาถึงตนเอง ก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบตามขั้นตอน