วันนี้ (20 พ.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นายสมชาย อายุ 24 ปี ตามหมายจับของ ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 241/2568 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2568 โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกระทำโดยทุจริต หรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, เปิดหรือยืนยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมีได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด”
สืบเนื่องเมื่อปี 2567 เจ้าหน้าที่รับคำร้องทุกข์จากกลุ่มผู้เสียหายคดีหลอกลงทุนหุ้น โดยกลุ่มคนร้ายใช้กลอุบายชักชวนให้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านเว็บไซต์ปลอม ที่จัดทำขึ้นเลียนแบบหน้าจอแสดงผลจริง เพื่อหลอกลวงผู้ลงทุนส่งผลให้มีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท
ต่อมาศาล จ.บุรีรัมย์ ได้พิจารณาพยานหลักฐานและออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนจนทราบว่า นายสมชาย หนึ่งในขบวนการของผู้ต้องหา ซึ่งได้ถูกออกหมายจับไว้แล้วดังกล่าวข้างต้น พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ออกเดินทางไปตรวจสอบเฝ้าสังเกตการณ์ จนพบบุคคลที่มีลักษณะตำหนิ และรูปพรรณตรงกับบุคคลในหมายจับนั่งอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง ภายในพื้นที่ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยยื่นบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจ ให้บุคคลดังกล่าวดูจนทราบและเข้าใจดี
จึงได้แจ้งให้ นายสมชาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 241/2568 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ได้แสดงหมายจับให้ นายสมชาย ผู้ต้องหาดูจนทราบและเข้าใจดีแล้ว ยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับรายชื่อบุคคลในหมายจับจริงและยังไม่เคยถูกจับกุมในคดีดังกล่าวมาก่อน จึงแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับดังกล่าว และสิทธิต่าง ๆ ให้ผู้ต้องหาทราบและเข้าใจดีแล้ว จึงได้ทำการบันทึกจับกุมตัวและนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภายหลังการจับกุม นายสมชาย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ทั้งยังบอกอีกว่าเพื่อนขอยืมบัญชีไปใช้พร้อมให้เงิน 3,000 บาท ตนจึงไปเปิดบัญชีให้เพื่อน โดยตั้งใจว่าจะให้ใช้แค่ชั่วครู่ สุดท้ายเพิ่งทราบว่าเพื่อนเอาบัญชีของตนเองไปหลอกรับเงินจากคนที่ถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์