ชาวโซเชียล เชื่อระยะ 100 เมตรรถไฟเบรกอยู่ “อธิบดีกรมรางฯ” โต้กลับ “ขนาดรถยนต์ยังเบรกไม่ค่อยจะอยู่เลย”

ชาวโซเชียล เชื่อระยะ 100 เมตรรถไฟเบรกอยู่ “อธิบดีกรมรางฯ” โต้กลับ “ขนาดรถยนต์ยังเบรกไม่ค่อยจะอยู่เลย”

View icon 59
วันที่ 20 พ.ค. 2569 | 16.04 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“ศุภณัฐ” เรียกทุกฝ่ายแจง “รถไฟชนรถเมล์” อัปเดตความคืบหน้า ข้องใจสัญญาณเตือน ระยะเบรก และแนวปฏิบัติ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย
.
วันนี้ (20 พ.ค.69) มีการประชุมคณะกรรมาธิการคมนาคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่อาคารรัฐสภา เพื่อหารือเหตุการณ์รถไฟขับชนรถโดยสารประจำทาง ณ แยกมักกะสัน โดยมีนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม
.
และ มีนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง, นายทยากร จันทรางศุ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง กรมขนส่งทางราง , นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก, นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท., นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก., พล.ต.ต. ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พ.ต.อ.กำพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และพ.ต.อ. อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน เข้าร่วมชี้แจง โดยมีประเด็นสำคัญบางส่วน ดังนี้
.
คณะกรรมาธิการฯ สอบถามถึงประเด็นปุ่มสัญญาณแจ้งเตือนให้หยุดรถไฟ ป้ายแจ้งเตือนและระยะการหยุดรถไฟก่อนเกิดเหตุ รวมถึงการตรวจสอบหาสาเหตุที่เกิดขึ้น ได้รับคำชี้แจงจาก รักษาการผู้ว่า รฟท. ว่า รถไฟที่เกิดเหตุ มีน้ำหนักบรรทุกไม่รวมตัวขบวน 1,136 ตัน เส้นทางดังกล่าวเป็นเขตชั้นเมืองภายใน การรถไฟมีการจำกัดความเร็วเอาไว้ มีการปักป้ายจำกัดความเร็วสูงสุดในเส้นทางที่เกิดเหตุสามารถเดินได้ที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
โดยตำแหน่งก่อนที่จะเข้าพุ่งชน ขบวนรถไฟออกจากคลองตันความเร็วเริ่มที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีการวิ่งผ่านเครื่องกั้นโดยตลอดความเร็วเฉลี่ย 30 ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตำแหน่งก่อนเกิดเหตุ 118 เมตร ความเร็วที่ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกราฟความเร็วตก น่าจะเป็นการสั่งห้ามเบรกฉุกเฉิน ลงมาอยู่ที่ความเร็ว 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในตำแหน่งที่ชนกับรถเมล์ เป็นตำแหน่งกิโลเมตรที่ 0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ประมาณ 80 เมตร ห่างจากจุดที่เกิดอุบัติเหตุ ส่วนผลอ่านแถบความเร็วจะส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อประกอบสำนวนคดีอีกครั้ง
.
ปัจจุบัน รฟท.ใช้ระเบียบข้อบังคับ พ.ศ.2549 ซึ่งจะบัญญัติระเบียบต่าง ๆ เช่น ท่าของสัญญาณรถไฟ ท่าของสัญญาณมือของนายสถานี หรือพนักงานกั้นถนนที่ปรากฏตามข่าว ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อบังคับของการรถไฟที่ใช้อยู่ แม้เสาจะอยู่ระยะ 50 เมตร แต่ต้องมีระยะมองเห็น 500 เมตร เป็นไปตามระเบียบ เพื่อรองรับการเบรกของรถไฟ ครบทุกประเด็น
.
อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กรณีระยะเบรกน้ำหนักตัวรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 20 ตู้ 1100 ตัน หากคิดว่าเราจะหยุดรถขนาดนี้ได้ภายใน 100 เมตร เราลองเอาตัวไปอยู่ตรงกลางทางรถไฟแล้วลองให้ขบวนนี้หยุด เรารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง อันนี้พูดด้วยความรู้สึก แต่ในทางทฤษฎีที่บอกว่าจะหยุดได้ แต่ในความเป็นจริงต้องมีการใช้เบรกฉุกเฉิน ซึ่งไม่ได้ใช้ตลอดเวลา  เวลาที่ขบวนรถหยุดจะต้องมีระยะเบรก และการใช้เบรกฉุกเฉินมีโอกาสที่ขบวนรถไฟจะโครงเครง และตกรางได้ ดังนั้น กรณีฉุกเฉินจะใช้ในเหตุจำเป็นที่จะชน จึงมีการกำหนด Emergency brake หรือเบรกฉุกเฉิน จะไม่ใช่กรณีปกติที่รถไฟจะเบรกด้วยวิธีนี้ เขาจะค่อย ๆ เบรก เพื่อป้องกันไม่ให้รถไฟตกราง
.
อีกทั้งตัวหัวรถจักรมีอายุ 30 ปี ส่วนแคร่เบรกรถไฟ มีตัวเบรกที่ทั้งสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ แต่ละแคร่มีน้ำหนัก 18 ตัน คูณไป 20 แคร่ ส่วนหัวรถจักรมีน้ำหนัก 80 ตัน กว่าการสั่งเบรกจะไปถึงแคร่สุดท้าย จะสั่งเบรกไปทีแคร่ ไม่ใช่เบรกพร้อมกันทุกตัว จากหัวรถจักรไปถึงแคร่ทุกแคร่ จนล้อหยุดก็ใช้เวลาหลายวินาทีพอสมควร ดังนั้นต้องทดเรื่องนี้เข้าไปใน ระยะห่างปลอดภัย
.
“ในทางทฤษฎี หรือที่มีการเถียงกันในโซเชียลว่ามันเบรกได้ แต่เราลองเอาวิจารณญาณ หรือ ส่งเข้าไปถาม Chat GPT ง่ายๆ ก็ได้ หรือลองให้เด็กมัธยมคำนวณดูว่ามันจะหยุดได้ภายใน 100 เมตร 200 เมตรได้หรือเปล่า แต่ในแง่ของกรมการขนส่งทางราง เราคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนที่สูงที่สุด ดังนั้นระบบเบรกจะต้องเป็นกิโลเมตร ไม่ใช่จะบอกว่าเบรก 100 เมตรแล้วจะเอาอยู่ ขนาดรถยนต์ยังเบรกไม่ค่อยจะอยู่เลย 100 เมตร“ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ระบุ
.
ทั้งนี้ รักษาการผู้ว่า รฟท. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า รถไฟมีระยะเบรกหลายประเภท และมวลของขบวนรถไฟแต่ละขบวนไม่เท่ากัน ซึ่งฝ่ายความปลอดภัยของ รฟท. ได้กำหนดระยะเบรกไว้ที่ 1,000 เมตร เป็นระยะที่ต้องมองเห็นเสาสัญญาณ และให้บวกระยะเวลาการตัดสินใจ ซึ่งการใช้เบรกฉุกเฉินของรถไฟ กรณีเลวร้ายที่สุดต้องอยู่ในระยะ 750 เมตร
.
ส่วนเสาสัญญาณเสมอระดับทาง มีท่าให้สัญญาณอยู่ 2 ท่า คือ ท่าระวัง กับท่าอนุญาต ไม่ได้มีท่าห้าม ซึ่งไม่เหมือนไฟเขียว-ไฟแดง เพราะเสาสัญญาณเสมอระดับทางไม่มีไฟแดง มีแต่ไฟสีเหลืองและสีเขียวเท่านั้น ส่วนท่าอนุญาตจะมีไฟวาบ 5 ดวง หมายความเครื่องกั้นถนนได้ทำการปิดแล้ว ซึ่งหากพนักงานขับรถไฟไม่เห็นไฟวาบ 5 ดวง ก็ต้องอยู่ในท่าระวัง คือพร้อมหยุด
.