ป.ป.ช. มีมติชี้มูล อดีต ผกก. สภ.ปัว ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนนอกเวลาราชการ จัดสรรให้ลูกน้องทุกคน ส่งสำนวนให้อัยการฟ้องศาล ส่วนลูกน้อง 15 คน เจอวินัยไม่ร้ายแรง
วันนี้ (8 มิ.ย.69) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด พ.ต.อ. เจริญ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผกก. สภ.ปัว จังหวัดน่าน กับพวก ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยไม่มีการปฏิบัติงานจริงแล้วรวบรวม นำเงินที่เบิกได้ทั้งหมดมาแบ่งจัดสรรให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายของ สภ.ปัว โดยมิชอบ
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 พ.ต.อ. เจริญ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของ สภ.ปัว ใช้ชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานในสายงานอำนวยการทุกคนเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ แล้วเก็บรวบรวมเงินคืนเพื่อนำไปจัดสรรเป็นสวัสดิการหรือเบี้ยเลี้ยงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.ปัว ทุกนาย โดยมีการจัดทำเอกสารหลักฐานขอเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2562 จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 รวม 17 ครั้ง รวมงบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมดจำนวน 711,916 บาท
โดย พ.ต.อ. เจริญ จะเป็นผู้อนุมัติให้เบิกจ่าย แล้วจึงส่งเอกสารหลักฐานไปเบิกเงินที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน และจะมีการโอนเงินค่าตอบแทนเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีชื่อเป็นผู้ได้รับค่าตอบแทนต่อไป เมื่อมีการโอนเงินค่าตอบแทนเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีชื่อเป็นผู้ได้รับค่าตอบแทนแล้ว จะมีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับค่าตอบแทนดังกล่าว นำเงินสดที่ได้รับมาส่งคืนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่รวบรวมเงิน เพื่อรวบรวมให้ พ.ต.อ. เจริญ จากนั้น พ.ต.อ. เจริญ จะสั่งการให้คำนวณเบี้ยเลี้ยงที่จะต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายในสังกัดของ สภ.ปัว ตามอัตราที่กำหนดไว้ ซึ่งในการจ่ายเบี้ยเลี้ยงแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินประมาณ 60,000 บาท
หากการเบิกเงินครั้งใดเก็บรวบรวมคืนได้ยังไม่เพียงพอต่อการจัดสรรเบี้ยเลี้ยง พ.ต.อ. เจริญ จะเป็นผู้เก็บรักษาเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อน และเมื่อมีการเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในรอบถัดไปได้เพิ่มเติมและเพียงพอสำหรับแบ่งจัดสรรแล้ว จึงจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่รวบรวมเงิน มารับเงินเพื่อนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด สภ.ปัว ทุกนายตามอัตราที่กำหนดต่อไป ซึ่งเงินดังกล่าว พ.ต.อ. เจริญ เป็นผู้บริหารจัดการและเก็บรักษาเงินเพียงผู้เดียว อันเป็นการบริหารจัดการที่ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบของทางราชการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ สภ.ปัว เป็นเงินทั้งสิ้น 711,916 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของ พ.ต.อ. เจริญ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) และ (6) ประกอบมาตรา 78 (1)
ส่วนการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเบิกจ่ายและได้รับเงินค่าตอบแทนจำนวน 17 คน จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง และเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 2 ราย จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป